การปฏิรูปและฟื้นฟูพุทธศาสนาในยุคโลกาภิวัตน์

การปฏิรูปและฟื้นฟูพุทธศาสนาในยุคโลกาภิวัตน์
โดย พระไพศาล วิสาโล
ปาฐกถาในการสัมมนาระหว่างประเทศว่าด้วยศาสนาและโลกาภิวัตน์
เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๔๖
ณ มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่

อาตมารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่คณะผู้จัดการประชุมครั้งนี้เลือกให้อาตมาเป็นหนึ่งในบรรดาผู้กล่าวนำต่อที่ประชุมระดับนานาชาติ ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลกเป็นจำนวนมาก

อาตมาไม่เคยมีประสบการณ์ในการประชุมระหว่างศาสนาระดับโลกเช่นนี้มาก่อน อีกทั้งไม่มีคุณวุฒิในทางวิชาการที่คู่ควรแก่การประชุมลักษณะนี้ มีสิ่งเดียวเท่านั้นกระมังที่ทำให้อาตมาเหมาะที่จะมีส่วนร่วมในการประชุม ครั้งนี้ นั่นก็คือความตระหนักถึงคุณค่าของการทำความเข้าใจระหว่างศาสนา ซึ่งไม่เพียงช่วยให้ศาสนาต่าง ๆ สามารถอยู่ร่วมกันด้วยดีบนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกันเท่านั้น หากยังเอื้อให้แต่ละศาสนาเรียนรู้ที่จะปรับตัวและพัฒนาตน โดยอาศัยบทเรียนจากศาสนาอื่น รวมทั้งจากคำชี้แนะและคำวิพากษ์วิจารณ์อันสร้างสรรค์ในกระบวนการเสวนาวิสาสะ ระหว่างศาสนา อย่างเช่นการประชุมครั้งนี้

คงไม่จำเป็นต้องกล่าวว่าการประชุมลักษณะนี้มีความสำคัญมากเพียงใดสำหรับ สถานการณ์ปัจจุบัน เป็นที่รู้กันดีว่ากระแสโลกาภิวัตน์ได้ทำให้โลกเล็กลง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ผู้คนสนิทสนมหรือเป็นมิตรกันมากขึ้น ในทำนองเดียวกันกระแสโลกาภิวัตน์แม้จะทำให้ศาสนาต่าง ๆ มาบรรจบพบกันใกล้ชิดอย่างไม่เคยมีมาก่อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าศาสนาทั้งหลายจะมีไมตรีต่อกันมากขึ้น การมาใกล้ชิดกันยิ่งกว่าเดิมอาจหมายถึงโอกาสที่จะกระทบกระทั่งกันมากขึ้นก็ ได้ อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากการต้องมาปะทะสังสรรค์กันในโลกที่เล็กลงแล้ว ผลอีกประการหนึ่งจากกระแสโลกาภิวัตน์ก็คือ ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทางสังคมเศรษฐกิจและการเมือง ศาสนาทั้งหลายพบว่าตัวเองได้มาอยู่ในบริบทแวดล้อมอย่างใหม่ที่ไม่เคยประสบพบ เห็นมาก่อน การทำความเข้าใจบริบทอย่างใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์ เป็นภารกิจอย่างหนึ่งของศาสนาทั้งหลาย อาตมาเข้าใจว่านี้ก็เป็นวัตถุประสงค์สำคัญของการประชุมครั้งนี้ด้วยเช่นกัน อาตมาเชื่อว่าการช่วยให้ศาสนาทั้งหลายมีความเข้าใจในโลกยุคโลกาภิวัตน์ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ศาสนามีบทบาทสร้างสรรค์ต่อโลก รวมทั้งช่วยให้เกิดการอยู่ร่วมกันด้วยดีระหว่างศาสนา อันจะนำไปสู่การสร้างสันติภาพในโลก ใช่หรือไม่ว่า เป็นเพราะศาสนา(หรือศาสนิกชน)เป็นอันมากไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลก จึงไม่สามารถปรับตัวให้สมสมัยได้ หาไม่ก็โอนอ่อนผ่อนตามความเปลี่ยนแปลงจนสูญเสียสารัตถะทางศาสนาไป เหลือเพียงรูปแบบหรือสถาบันที่ไร้ความหมาย ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ เมื่อพบกับภาวะถดถอยเสื่อมทรุด แทนที่จะหาทางปรับปรุงตัวเอง กลับเกิดความตื่นตระหนก รู้สึกถูกคุกคาม ปักใจเชื่อว่าตนตกเป็นเหยื่อ จึงมองหาตัวการและตอบโต้ด้วยปฏิกิริยาโกรธเกรี้ยวก้าวร้าว บ่อยครั้งก็ใช้ความรุนแรงกับศาสนาอื่นหรือคนกลุ่มอื่นซึ่งถูกตีตราว่าเป็น ตัวการสร้างปัญหาทั้งมวล ปฏิกิริยาดังกล่าวได้ทำให้ศาสนาเป็นอันมากกลายเป็นตัวปัญหาของโลก แทนที่จะเป็นทางออกให้แก่โลก ตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมของศาสนานั้น ๆ

ที่กล่าวมานี้ไม่ยกเว้นแม้กับพุทธศาสนาในประเทศไทย ซึ่งสมัยหนึ่งเคยมีความเชื่อมั่นในตนเอง ถึงกับเปิดโอกาสให้มิชชันนารีมาสอนศาสนาคริสต์ในวัดพุทธ จวบจนต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ มิชชันนารีต่างประเทศที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ต่างยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่า คนไทยตั้งมั่นอย่างยิ่งในพุทธศาสนา ยากที่จะเปลี่ยนให้มานับถือศาสนาคริสต์ได้ ทั้ง ๆ ที่มิชชันนารีเหล่านั้นมีเสรีภาพอย่างมากในการเผยแพร่ศาสนา อย่างไรก็ตามมาถึงปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่าพุทธศาสนาไทยได้สูญเสียความเชื่อมั่นลงไปมาก เมื่อมีเหตุอื้อฉาวเกี่ยวกับพระสงฆ์ปรากฏเป็นข่าวติดต่อกันตลอดหลายปีที่ ผ่านมา ชาวพุทธจำนวนมากเริ่มเกิดความหวาดระแวงศาสนาอื่น ที่ลุกขึ้นมากล่าวโทษอย่างชัดเจนว่าศาสนาอื่นเป็นตัวการสร้างเหตุอื้อฉาว เหล่านี้ก็มีไม่น้อย ข้อหาดังกล่าวดูจะได้ผลไม่น้อยดังจะเห็นได้จากเวลามีการโจมตีพระสงฆ์หรือ ฆราวาสคนใดที่มีทัศนะทางพุทธศาสนาต่างไปจากตนหรือขัดผลประโยชน์ของตน ข้อหาที่นิยมใช้กันก็คือกล่าวหาว่าคนเหล่านั้นรับแผนศาสนาอื่นมาบ่อนทำลาย พุทธศาสนา

ความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ดังกล่าวมิได้เกิดกับศาสนาคริสต์เท่านั้น หากรวมไปถึงศาสนาอิสลามด้วย ดังเมื่อปลายปีที่แล้วมีการเผยแพร่หนังสือไปตามวัดและสถานที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศหลายครั้งหลายครา แสดงความวิตกที่ผู้หญิงมุสลิมเริ่มคลุมหน้ามากขึ้น อีกทั้งตามสถานีรถไฟ สนามบินก็มีที่ทำละหมาดทุกหนแห่ง หนังสือดังกล่าวเรียกร้องต่อชาวพุทธว่า “ พวกเราต้องลุกขึ้นต่อสู้” เพราะว่า “วันหนึ่งข้างหน้าเรา ชาวพุทธ ๙๕ % อาจเป็นคนชั้นสองถูกปกครองโดยคนส่วนน้อยต่างศาสนา” กระแสระแวงอิสลามอาจไม่เข้มข้นเท่านี้หากว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นกระทรวงสำคัญที่สุดกระทรวงหนึ่งของไทย มิใช่เป็นผู้นำชาวมุสลิม

ปฏิกิริยาดังกล่าวโดยเนื้อแท้ก็คือปฏิกิริยาต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย ซึ่งถูกเร่งด้วยกระแสโลกาภิวัตน์ จนพุทธศาสนาเองปรับตัวไม่ทัน ในขณะที่ศาสนาอื่นเข้ามามีบทบาทในสังคมไทยมากขึ้น ทั้งโดยแรงหนุนจากปัจจัยภายในประเทศและจากนอกประเทศ ความไม่เข้าใจในความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ประกอบกับการติดยึดในความสำเร็จแต่อดีต ได้ทำให้ชาวพุทธจำนวนมากไม่สามารถอธิบายความเสื่อมทรุดของพุทธศาสนาได้ นอกจากการกล่าวหา “มือที่สาม” หรือปักใจเชื่อว่ามีการวางแผนบ่อนทำลายพุทธศาสนาอย่างเป็นขบวนการ (Conspiracy Theory)

ไม่มีอะไรทำให้พุทธศาสนาเสื่อมทรุดได้มากเท่ากับชาวพุทธเอง ความข้อนี้พระพุทธองค์ได้ตรัสเตือนกว่า ๒,๕๐๐ ปีแล้วว่า “เรือจะล่มก็เพราะต้นหน (หาใช่เพราะลมพายุไม่)” ปัจจัยภายนอกแม้จะทรงพลังเพียงใด ก็ไม่สำคัญเท่ากับปัจจัยภายใน “เมื่อมือไม่มีแผล ...ยาพิษก็ไม่สามารถทำอันตรายได้” (ธรรมบท) ฉันใดก็ฉันนั้น หากพุทธศาสนามีความเข้มแข็งมั่นคง ภัยคุกคามใด ๆ จากภายนอกก็ไม่สามารถทำอันตรายได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความเสื่อมทรุดของพุทธศาสนาไทยดังปรากฏทุกวันนี้ มิได้เป็นเพราะฝีมือของศาสนาอื่น ๆ หรือเพราะความทันสมัย หรือเพราะกระแสโลกาภิวัตน์ หากเป็นเพราะความอ่อนแอของพุทธศาสนาไทย หรือพูดให้ถูกต้องคือเพราะการปล่อยปละละเลยของชาวพุทธไทยด้วยกันเอง

ว่าด้วยสถาบันสงฆ์
ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งศตวรรษที่แล้ว พระสงฆ์ไทยมีบทบาทอย่างสำคัญในการผลักดันประเทศสู่ความทันสมัย ด้วยการนำการศึกษาแผนใหม่ไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ มีการนำเอาวิชาการแผนใหม่และระบบโรงเรียนมาสู่กุลบุตร ขณะเดียวกันก็นำเอาอักษรไทยมาแทนที่อักษรขอมในการศึกษาเล่าเรียนและตีพิมพ์พระไตรปิฎกและคัมภีร์อื่น ๆ ทางพุทธศาสนา อย่างล้ำหน้าสถาบันสงฆ์อื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ แต่มาถึงปัจจุบัน สถาบันสงฆ์กลับเป็นฝ่ายไล่ตามฆราวาสในแทบทุกทาง ไม่เฉพาะในด้านเทคโนโลยี ความรู้ทางโลก หากรวมถึงวิถีชีวิตแบบวัตถุนิยม

แต่ไม่มีอะไรที่บ่งบอกถึงความเสื่อมทรุดของพุทธศาสนาได้ชัดเจนมากเท่า กับการประพฤติมิชอบของพระสงฆ์ รวมถึงความขัดแย้งและแบ่งฝักแบ่งฝ่ายไปทั่ววงการสงฆ์ ท่ามกลางความไร้ประสิทธิภาพและปล่อยปละละเลยของผู้นำสงฆ์ในการแก้ปัญหาดัง กล่าว ทั้งหมดนี้มีผลในการบั่นทอนศรัทธาของพุทธศาสนิกชนอย่างมาก และเป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่งของการเติบใหญ่ขยายตัวของลัทธิพิธีต่าง ๆ ซึ่งมีฆราวาสเป็นผู้นำ แต่ปัญหาของพระสงฆ์มีมากกว่านั้นและเกิดขึ้นมานานแล้ว เห็นได้จากการที่พระสงฆ์ไม่สามารถเป็นแรงบันดาลใจในทางจริยธรรมแก่ชนชั้น กลางในเมืองมาไม่น้อยกว่า ๗๐ ปีแล้ว แบบอย่างทางศีลธรรมของผู้คนกลับได้มาจากพ่อแม่ปู่ย่าหรือครูบาอาจารย์ใน โรงเรียนเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ผู้คนเข้าวัดกันน้อยลง พระสงฆ์ยังคงเก็บตัวอยู่แต่ในวัด โดยมีบทบาทจำกัดอยู่แค่เรื่องพิธีกรรม หาได้มีความสัมพันธ์กับสังคมหรือชีวิตของผู้คนมากไปกว่านั้นไม่ จึงแทบไม่มีอิทธิพลใด ๆ ต่อสังคม

นี้ไม่เพียงสะท้อนถึงการสูญเสีย ความเป็นผู้นำทางจริยธรรมของพระสงฆ์เท่านั้น หากยังบ่งบอกถึงการสูญเสียความเป็นผู้นำทางสติปัญญาของท่านด้วย พุทธศาสนาเถรวาทแบบไทยนั้น มีแกนกลางอยู่ที่พระสงฆ์ เมื่อสถาบันสงฆ์อ่อนแอลง ก็หมายความว่าคำสอนทางพุทธศาสนาก็มีอิทธิพลน้อยต่อวิถีชีวิตของผู้คนตามไป ด้วย

การปฏิรูปการปกครองสงฆ์
ปัญหาดังกล่าวสะท้อนถึงความล้มเหลวของระบบการปกครองคณะสงฆ์ซึ่งรวมศูนย์สู่ ส่วนกลาง โดยที่ในแต่ละระดับของการปกครองก็ให้อำนาจรวมศูนย์ที่ตัวบุคคล อย่างปราศจากการตรวจสอบใด ๆ ระบบการปกครองดังกล่าวซึ่งสถาปนามาแต่ ๑๐๑ ปีที่แล้วในยุคก่อร่างสร้างชาติเพื่อต่อต้านลัทธิอาณานิคม มาถึงปัจจุบันนี้เห็นได้ชัดว่า นอกจากจะไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาระดับท้องถิ่นซึ่งมีความหลากหลายและซับ ซ้อนเกินกว่าที่จะจัดการด้วยการออกคำสั่งจากส่วนกลางแล้ว ยังไม่มีความโปร่งใส ดังนั้นจึงเอื้อต่อการใช้อำนาจในทางมิชอบ รวมถึงส่งเสริมให้เกิดระบบพวกพ้องและการวิ่งเต้นเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จาก ผู้มีอำนาจ สิ่งที่ตามมาก็คือการปกครองที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนยิ่งกว่าประโยชน์ ส่วนรวม

การปฏิรูปสถาบันสงฆ์จำต้องเริ่มต้นด้วยการกระจายอำนาจให้มากขึ้น อันดับแรกคือการกระจายอำนาจจากส่วนกลาง เพื่อให้พระสงฆ์ในระดับภูมิภาคและท้องถิ่นทำงานได้คล่องตัวและตอบสนองต่อ ปัญหาเฉพาะท้องที่ได้มากขึ้น ทั้งนี้โดยให้การบริหารคณะสงฆ์ทุกระดับตั้งแต่ระดับภาคลงไปถึงระดับตำบลเป็น ไปในรูปคณะกรรมการ โดยมาจากการเลือกสรรของพระสงฆ์หรือผู้แทนสงฆ์ในเขตปกครอง

อันดับต่อมาคือการกระจายอำนาจ จากบนลงล่าง กล่าวคือแทนที่จะมีแต่การสั่งการจากบนลงล่างเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องเปิดช่องให้พระสงฆ์ระดับล่างมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและกลั่น กลองการบริหารของส่วนกลาง โดยการจัดตั้งสังฆสภาในทุกระดับตั้งแต่ระดับประเทศลงไปถึงระดับตำบล สมาชิกสังฆสภาได้มาจากการเลือกตั้งจากพระสงฆ์หรือผู้แทนสงฆ์ในเขตปกครองแต่ ละระดับ

โครงสร้างดังกล่าวจะทำให้ผู้ บริหารคณะสงฆ์ทุกระดับมีความรับผิด (accountability) ต่อพระสงฆ์โดยรวมมากขึ้น ทำให้การบริหารมีความโปร่งใสมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เอื้อให้พระสงฆ์ไม่ว่าระดับใดหรือที่ใดก็ตามสามารถมีส่วนร่วม ในการกำหนดความเป็นไปในคณะสงฆ์ได้ วิธีนี้นอกจากสอดคล้องกับหลักการบริหารในสังคมสมัยใหม่ซึ่งมีความซับซ้อนและ หลากหลายเกินกว่าที่คนเพียงคนเดียวหรือไม่กี่คนจะดูแลให้ทั่วถึงได้แล้ว ยังสอดคล้องกับหลักการในพระธรรมวินัยที่เน้นความเป็นสังฆะ คือการรับผิดชอบร่วมกันโดยสงฆ์ทั้งหมด

การปฏิรูปความสัมพันธ์กับรัฐและสังคม
ขณะที่ความสัมพันธ์ภายในคณะสงฆ์จะต้องมีการปฏิรูปเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นนั้น ความสัมพันธ์กับสถาบันภายนอกก็จำต้องมีการปฏิรูปด้วยเช่นกัน พุทธศาสนาแบบเถรวาทไม่ว่ายุคใดสมัยใด ดำรงอยู่ได้ด้วยดีก็ต่อเมื่อพระสงฆ์ ผู้ปกครอง และประชาชน มีความสัมพันธ์กันอย่างได้ดุลยภาพ มิติหนึ่งของดุลยภาพดังกล่าวก็คือ พระสงฆ์ต้องไม่เหินห่างจากประชาชน และไม่ใกล้ชิดกับผู้ปกครองหรือรัฐมากเกินไป เพราะพระสงฆ์มีหน้าที่แนะนำสั่งสอนประชาชน ขณะเดียวกันก็ต้องอาศัยการอุปถัมภ์บำรุงและการกำกับดูแลจากประชาชนด้วย

การปฏิรูปคณะสงฆ์ในรอบร้อยปีที่ ผ่านมาได้ทำให้คณะสงฆ์ทั้งประเทศเข้ามาอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐมากขึ้น โดยที่บางสมัยพระมหากษัตริย์เป็นสังฆราชโดยพฤตินัยเลยทีเดียว แม้ว่าสถาบันสงฆ์มีความจำเป็นต้องพึ่งอำนาจรัฐในการสร้างเอกภาพภายในคณะสงฆ์ โดยเฉพาะการควบคุมการประพฤติปฏิบัติของพระสงฆ์ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน แต่หลายทศวรรษที่ผ่านมาการพึ่งพิงอยู่กับความอุปถัมภ์ของรัฐ ได้ทำให้คณะสงฆ์นอกจากจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองแล้ว ยังขาดแรงจูงใจที่จะปฏิรูปตนเอง เพราะรู้ดีว่าถึงอย่างไรรัฐก็ยังจะให้ความอุปถัมภ์อยู่ดี ผลก็คือคณะสงฆ์กลายเป็นสถาบันที่แน่นิ่ง ขาดพัฒนาการ ตรึงติดอยู่กับแบบแผนและขนบธรรมเนียมของศตวรรษที่ ๑๙ (อาทิ แบบแผนการปกครองที่ถอดแบบจากยุคล่าอาณานิคม)ในขณะที่สถาบันอื่น ๆ ของประเทศได้พัฒนาตนเองเพื่อพร้อมเข้าสู่ศตวรรษที่ ๒๑ ไม่มากก็น้อยแล้ว

รัฐสมัยใหม่นั้นเป็นประหนึ่งเครื่องจักรที่ดำรงอยู่เพื่อตัวมันเอง รัฐสมัยใหม่หาได้สนใจศาสนาไม่ การอุปถัมภ์คณะสงฆ์จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของรัฐเอง หาใช่เพื่อประโยชน์ของพระศาสนาไม่ ดังนั้นคณะสงฆ์จึงไม่ควรหวังว่าการพึ่งพิงอิงแอบรัฐจะเป็นประโยชน์ต่อพระศาสนาโดยรวม ตรงกันข้ามมีแต่จะทำให้คณะสงฆ์และพระศาสนาอ่อนแอเรียวลง ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นที่คณะสงฆ์จะต้องวางระยะห่างจากรัฐมากขึ้น โดยพึ่งพิงรัฐน้อยลง

กล่าวอย่างเป็นรูปธรรมคือ คณะสงฆ์ควรมีอิสระในการบริหารและการปกครองตนเองมากขึ้น รัฐควรมีบทบาทน้อยลงในกระบวนการแต่งตั้งผู้บริหารคณะสงฆ์ รวมไปจนถึงกระบวนการเลื่อนสมณศักดิ์ ซึ่งในปัจจุบันแยกไม่ออกจากตำแหน่งผู้บริหารคณะสงฆ์ คณะสงฆ์ควรมีสำนักงานบริหารคณะสงฆ์ ของตนเอง แทนที่จะให้กลไกรัฐ คือกรมการศาสนาในอดีตและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในปัจจุบันมาเป็นสำนัก เลขาธิการมหาเถรสมาคมดังที่เป็นอยู่ ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือการมีอิสระในทางสติปัญญา ทุกวันนี้กล่าวได้ว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือกรมการศาสนาเดิม เป็นแหล่งข้อมูลและความเห็นในเชิงวิชาการเพียงแหล่งเดียวก็ว่าได้ของคณะสงฆ์ ที่ส่วนกลาง แม้แต่ข้อมูลเกี่ยวกับวัดและพระสงฆ์ทั่วประเทศ มหาเถรสมาคมก็ต้องขอจากสำนักงานดังกล่าว ความเป็นอิสระทางสติปัญญาของคณะสงฆ์จะมีไม่ได้หากขาดสถาบันทางวิชาการของตน เอง

การพึ่งพิงรัฐให้น้อยลง เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคณะสงฆ์กับประชาชนมีความ กระชับแน่นมากขึ้น ขั้นตอนนี้มีความสำคัญต่อการปฏิรูปคณะสงฆ์ เพราะความเสื่อมของคณะสงฆ์และพุทธศาสนาในปัจจุบันส่วนหนึ่งเป็นผลจากการพึ่ง พิงรัฐและห่างเหินจากภาคประชาชน จำเป็นอย่างยิ่งที่คณะสงฆ์จะต้องกลับมาใกล้ชิดกับประชาชนให้มากขึ้น การปรับความสัมพันธ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต้องเกิดขึ้นจาก ๒ ทิศทาง คือ คณะสงฆ์โน้มเข้าหาประชาชนมากขึ้น ขณะเดียวกันประชาชนก็ต้องโน้มเข้าหาคณะสงฆ์ด้วย

ประชาชนโน้มเข้าหาคณะสงฆ์ก็ด้วยการเข้ามาช่วยรับผิดชอบกิจการคณะสงฆ์ หรือมาเป็นผู้อุปถัมภ์คณะสงฆ์มากขึ้น อาทิเช่น งบประมาณด้านการปกครองและการศึกษา แทนที่จะให้รัฐเป็นผู้จัดสรรงบดังกล่าวเช่นปัจจุบัน ควรมีองค์กรภาคประชาชนเข้ามาทำหน้าที่นี้แทน โดยอาจใช้องค์กรที่มีอยู่ อาทิ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (ซึ่งจะต้องมีการปฏิรูปให้เป็นตัวแทนของประชาชนมากขึ้น มิใช่กลไกรัฐดังปัจจุบัน) หรือตั้งขึ้นใหม่เช่น ประชาคมจังหวัด โดยมีหน้าที่ทำนุบำรุงกิจการด้านศาสนาและคณะสงฆ์ด้วย นอกเหนือจากความรับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม การศึกษา และสิ่งแวดล้อมในจังหวัด

อีกทางเลือกหนึ่งคือจัดตั้งคณะ กรรมการพุทธบริษัทแห่งชาติขึ้นมาทำหน้าที่นี้โดยตรง ประกอบด้วยผู้แทนจากประชาชนภาคต่าง ๆ ทั้งภาคภูมิศาสตร์และภาคเศรษฐกิจสังคม ตลอดจนผู้แทนคณะสงฆ์ และสถาบันแม่ชี นอกจากระดับชาติแล้ว ควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการพุทธบริษัทในระดับจังหวัดและอำเภอด้วย คณะกรรมการดังกล่าวควรมีบทบาทมากกว่าการหางบประมาณสนับสนุนคณะสงฆ์ในพื้นที่ หากควรมีหน้าที่สนับสนุนทางด้านบุคคลากร และวิชาการแก่คณะสงฆ์ด้วย รวมไปถึงร่วมกับคณะสงฆ์ในการกำหนดนโยบายและแผนเกี่ยวกับการพระศาสนาและคณะ สงฆ์ในพื้นที่

องค์กรภาคประชาชนดังกล่าวนอกจาก มีหน้าที่สนับสนุนกิจการด้านพุทธศาสนาและคณะสงฆ์แล้ว อาจมีส่วนร่วมในการพิจารณาสมณศักดิ์สำหรับพระสงฆ์ในพื้นที่ของตนด้วย อย่างน้อยก็มีส่วนในการเสนอชื่อพระสงฆ์ที่สมควรได้รับการยกย่อง โดยมีกรรมการระดับชาติเป็นผู้พิจารณาและเสนอให้รัฐเป็นผู้แต่งตั้งอย่างเป็น ทางการ วิธีนี้จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการยกย่องพระสงฆ์ที่มีคุณงามความดีและ ความสามารถด้วย

ที่กล่าวมาเป็นการปรับบทบาทของ ภาคประชาชนโดยโน้มเข้าหาพระสงฆ์มากขึ้น พร้อมกันนั้นพระสงฆ์ก็จำต้องปรับบทบาทเพี่อโน้มเข้าหาประชาชนมากขึ้นด้วย เช่นกัน เริ่มต้นด้วยการ “เปิด”วัดให้ชุมชนเข้ามีส่วนรับผิดชอบมากขึ้น ไม่ว่าด้านการศึกษา การก่อสร้าง รวมทั้งดูแลเรื่องการเงิน เพื่อให้มีความโปร่งใสมากขึ้น แต่เท่านั้นยังไม่พอ สิ่งที่ควรทำมากกว่านั้นก็คือ การเข้าไปส่งเสริมให้สังคมมีความเข้มแข็งทางด้านศีลธรรม เช่น สนับสนุนให้ประชาชนมีการรวมกลุ่มศึกษาธรรมและทำสมาธิภาวนาร่วมกัน จัดกิจกรรมส่งเสริมจริยธรรมแก่เยาวชนในชุมชน ควบคู่กันไปก็คือการส่งเสริมการพัฒนาชุมชน โดยเปิดวัดให้ประชาชนมาประชุมปรึกษาหารือกันในเรื่องปัญหายาเสพติด การอนุรักษ์แหล่งน้ำ การแก้ปัญหาหนี้สิน เป็นต้น นอกจากนั้นพระสงฆ์ยังควรเป็นผู้นำในการจัดตั้งและสนับสนุนกลุ่มบำเพ็ญสาธารณ ประโยชน์ เช่น กลุ่มอนุรักษ์ป่า สหกรณ์ร้านค้า กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มส่งเสริมอาชีพ เป็นต้น การสนับสนุนดังกล่าวทำได้ตั้งแต่การกระตุ้นให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกัน การเป็นที่ปรึกษาทั้งด้านธรรมะและทักษะ ไปจนถึงการช่วยเหลือด้านวัสดุอุปกรณ์ หรือใช้วัดเป็นที่ประชุม เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้ควรได้รับการสนับสนุนจากคณะสงฆ์ในพื้นที่ โดยอาจจัดตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นมาให้ความสนับสนุนทางด้านวิชาการและข้อมูล ข่าวสารแก่พระสงฆ์ที่ทำงานดังกล่าว

กิจกรรมเหล่านี้แม้จะเป็นเรื่องใหม่ แต่ก็มิได้ห่างไกลจากบทบาทดั้งเดิมของพระสงฆ์ในชุมชน ในอดีตพระสงฆ์มีบทบาททั้งในทางธรรมและทางโลก สอนธรรมและสอนวิชาช่างไปพร้อมกัน บางครั้งก็นำชาวบ้านไปช่วยกันตัดถนนสร้างสะพาน มีเฉพาะยุคใหม่นี้ที่แยกเรื่องทางโลกและทางธรรมออกจากกัน จนเข้าใจไปว่าพระมีหน้าที่สอนศีลธรรมและประกอบพิธีกรรมเท่านั้น

จำต้องย้ำในที่นี้ว่า การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์กับประชาชนนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ต่อความเจริญมั่นคงของพุทธศาสนา ทั้งนี้ก็เพราะประชาชนจะมีความเข้าใจในธรรมะมากน้อยเพียงใด นำมาปฏิบัติในชีวิตหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการชี้แนะจากพระสงฆ์ ขณะเดียวกัน พระสงฆ์จะสามารถบำเพ็ญศาสนกิจได้มากน้อยเพียงใด ประพฤติตามพระธรรมวินัยหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการอุปถัมภ์และกำกับดูแลของประชาชน หากประชาชนไม่ใส่ใจในเรื่องพระสงฆ์ หรือไม่รู้ระเบียบวินัยของพระสงฆ์ ก็เท่ากับส่งเสริมให้ท่านประพฤตินอกรีตกันมากขึ้น ดังเห็นได้ในปัจจุบัน กล่าวได้ว่าสาเหตุส่วนหนึ่งที่ประชาชนไม่ใส่ใจในกิจการพระสงฆ์ ก็คือความเข้าใจว่าศาสนาเป็นเรื่องของพระสงฆ์และกรมการศาสนาเท่านั้น ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรื้อฟื้นความเข้าใจว่าศาสนาและพระสงฆ์ นั้นเป็นเรื่องของประชาชนด้วย

การปฏิรูปการศึกษาสงฆ์
ปัญหาของคณะสงฆ์ไม่ว่าเรื่องใด หากสาวไปถึงที่สุดก็จะพบว่าล้วนเกี่ยวของกับปัญหาการศึกษาสงฆ์ทั้งนั้น ทั้ง ๆ ที่ในอดีตจุดแข็งสำคัญที่สุดของคณะสงฆ์อยู่ที่การศึกษา พระสงฆ์ในอดีตเป็นผู้นำชุมชนได้ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากเป็นผู้มีการศึกษาสูง กว่าชาวบ้าน วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนได้ส่วนหนึ่งก็เพราะผู้คนมาศึกษาหาความรู้กันที่ วัด ไม่เฉพาะทางธรรม หากรวมถึงวิชาการทางโลก แต่ทุกวันนี้พระสงฆ์กลับมีความรู้ตามหลังฆราวาสมากขึ้นทุกที การศึกษาของคณะสงฆ์ตกต่ำลงอย่างมากตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา แม้กระทั่งความรู้ทางด้านศาสนา พระสงฆ์ก็มีน้อยมาก ดังเห็นได้จากผลสอบของพระสงฆ์สามเณรทั้งด้านปริยัติธรรมตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการสอบความรู้ทางด้านบาลี ปัจจุบันพระเณรสอบตกมากกว่าร้อยละ ๘๐ มิพักต้องกล่าวถึงคุณวุฒิของเจ้าอาวาส ซึ่งคาดว่ามีถึงร้อยละ ๙๐ ที่จบแค่ระดับประถมศึกษา และการศึกษาระดับนักธรรมตรี ซึ่งเป็นขั้นต่ำสุด เท่านั้น

ที่ร้ายยิ่งกว่าความรู้จากตำรา หรือปริยัติศึกษา ก็คือความรู้ความเข้าใจในทางธรรมอันเกิดจากการทำสมาธิภาวนา การศึกษาของคณะสงฆ์ได้ละเลยเรื่องนี้มาตลอดกว่าร้อยปีที่ผ่านมา ทำให้สมาธิภาวนาของของพระสงฆ์ไทยตกต่ำลงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ชีวิตพรหมจรรย์นั้นจะเจริญงอกงามได้ต้องอาศัยความสุขสงบทางด้านจิตใจเป็น เครื่องหล่อเลี้ยง เมื่อละเลยสมาธิภาวนา ย่อมเป็นการยากที่จะดำรงตั้งมั่นได้ในชีวิตพรหมจรรย์ แม้จะครองเพศบรรพชิต แต่ก็อยู่อย่างไม่มีความสุข เต็มไปด้วยความเครียดและกดดัน หากไม่สึกหาลาเพศไป ก็ไปหาความสุขทางวัตถุหรือทางกามมาทดแทน ผลก็คือพระสงฆ์เป็นอันมากหันไปสะสมลาภสักการะ หมกมุ่นกับความบันเทิงเริงรมย์จากโทรทัศน์และเทคโนโลยีต่าง ๆ ตลอดจนเข้าหาอบายมุข ะ และแย่งชิงสมณศักดิ์กัน

กล่าวได้ว่าการศึกษาคณะสงฆ์ในปัจจุบันล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และถึงเวลาต้องมีการปฏิรูปอย่างจริงจัง น่าสังเกตว่าทั้ง ๆ ที่การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญของพระสงฆ์และของพุทธศาสนา แต่กลับเป็นสิ่งที่ได้รับความสนใจน้อยมาก เกือบ ๒ ศตวรรษที่ผ่านมา คณะสงฆ์ไทยมีการปฏิรูปการศึกษาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และการปฏิรูปครั้งนั้นก็เกิดขึ้นเมื่อเกือบร้อยปีที่แล้ว

การปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง เท่านั้นที่จะทำให้พระสงฆ์สามารถดำรงความเป็นผู้นำในสังคมไทยได้ อย่างน้อยก็ในทางจริยธรรมหรือในทางสะอาด สว่าง และสงบ ขณะเดียวกันก็จะช่วยให้พุทธศาสนาสามารถเข้าไปมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของผู้คน ยุคใหม่ ซึ่งกำลังต้องการทางออกจากความเครียดและความเร่าร้อนของสังคมยุคบริโภคนิยม ได้

การปฏิรูปการศึกษาที่จะกอบกู้ คณะสงฆ์ได้ก็คือการปฏิรูปให้เกิดการประสานระหว่างปริยัติศึกษากับสมาธิภาวนา สมาธิภาวนาต้องถูกบูรณาการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในระบบทุกระดับของ คณะสงฆ์ ขณะเดียวกันปริยัติศึกษาจะต้องมิใช่การเรียนจากตำราโดยเน้นการท่องจำ หากช่วยให้ผู้เรียนรู้จักคิด และสามารถนำธรรมะมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นได้ด้วย จะทำเช่นนี้ได้หมายความว่าจะการศึกษาของสงฆ์จะต้องให้ความรู้ทางธรรมควบคู่ กับทางโลก โดยให้ความรู้ทางโลกเป็นฐานแก่ความรู้ทางธรรม และเป็นช่องทางให้นำความรู้ทางธรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ผู้คนได้อย่างสม สมัย

นอกจากนั้นยังควรส่งเสริมให้ เกิดการประสานระหว่างการศึกษาในรูปแบบและนอกรูปแบบ การศึกษานั้นถูกเข้าใจมานานว่าจำกัดอยู่แต่ในห้องเรียนเท่านั้น และคณะสงฆ์ก็รับเอาความคิดนี้มาปฏิบัติจนลืมไปว่าการศึกษานั้นสามารถเกิด ขึ้นได้นอกห้องเรียน เช่น จากวิถีชีวิตหรือความเป็นอยู่ในวัด การศึกษาประการหลังนี้เป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ดังได้ทรงบัญญัติพระวินัยขึ้นเพื่อให้เกิดวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมที่เอื้อ ต่อการพัฒนาตน ด้วยเหตุนี้คณะสงฆ์จึงควรให้ความสำคัญกับปัจจัยส่วนนี้ ด้วยการจัดสรรและปรับปรุงสภาพแวดลอมในวัด วิถีชีวิต และความสัมพันธ์ภายในวัดให้เอื้อต่อการฝึกฝนพัฒนาตนทั้งในด้านพฤติกรรมและ จิตใจของพระสงฆ์สามเณรด้วย ในอดีตการศึกษานอกรูปแบบดังกล่าวมีบทบาทในการสร้างคุณภาพให้แก่พระสงฆ์ไทย ได้ยิ่งกว่าการศึกษาจากตำราหรือการศึกษาในรูปแบบเสียอีก ดังนั้นจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องรื้อฟื้นขึ้นมาให้มีความสำคัญและคุณค่าสม สมัยอีกครั้งหนึ่ง

ว่าด้วยหลักธรรม
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้างคณะสงฆ์เพื่อให้เกิดพระสงฆ์ที่มีคุณภาพ สามารถเป็นผู้นำทั้งในทางธรรมและสังคม อันเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูพุทธศาสนา อย่างไรก็ตามในกระบวนการฟื้นฟูพุทธศาสนานั้น การให้ความสำคัญแก่ศาสนบุคคลเพียงอย่างเดียว ย่อมไม่เพียงพอ อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันก็คือ ศาสนธรรม หรือคำสอนในทางพุทธศาสนา วิกฤตของพุทธศาสนาในปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ที่ความอ่อนแอของสถาบันสงฆ์เท่านั้น หากยังอยู่ที่หลักธรรมคำสอนซึ่งทุกวันนี้มีบทบาทน้อยมากในทางสร้างสรรค์ต่อวิถีชีวิตของผู้คนหรือความเป็นไปในสังคม การละเลยที่จะนำหลักธรรมนั้นไปใช้กับชีวิตและสังคมเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของปัญหาดังกล่าว แต่สาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ หลักธรรมที่นำไปเผยแผ่สั่งสอนและประพฤติปฏิบัติกันนั้นยังมีความคลาดเคลื่อนคับแคบ ซึ่งสามารถสรุปด้วยคำของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ปราชญ์คนสำคัญทางด้านพุทธศาสนาของไทยเวลานี้ก็คือ “ลงร่องและแข็งทื่อ คลาดเคลื่อนและไขว้เขว เคลือบพอกและปะปน ถดถอยและล้าหลัง”

หลักธรรมคำสอนเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดโลกทัศน์และการดำเนินชีวิต หลักธรรมคำสอนที่คลาดเคลื่อนไขว้เขวย่อมนำไปสู่โลกทัศน์และวิถีชีวิตที่ผิด ทางห่างไกลจากจุดหมายของศาสนา และหากหลักธรรมคำสอนนั้นลงร่องแข็งทื่อและถดถอยล้าหลัง ย่อมไม่เอื้อให้ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้อย่างเหมาะ สมและเท่าทัน ผลก็คือศาสนานั้นขาดพลังในการปรับตัวและเผชิญหน้ากับยุคสมัยได้ รวมถึงการขาดพลังในการตอบสนองความต้องการทางจิตวิญญาณของผู้คน อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ผู้คนหันไปสมาทานบริโภคนิยมกันมากมายในเวลา นี้

ในการฟื้นฟูพุทธศาสนาให้มีพลังสร้างสรรค์ต่อชีวิตและสังคม โดยเฉพาะในทางจริยธรรม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้หลักธรรมทางพุทธศาสนาหลุดพ้นจากภาวะดังกล่าว ทั้งนี้โดยอาศัยวิธีการต่อไปนี้คือ การรื้อฟื้นหลักธรรมสำคัญที่ถูกละเลยหรือเข้าใจคลาดเคลื่อน การขยายหลักธรรมให้มีความหมายกว้างขึ้น การหยิบยืมแนวคิดอื่นมาเสริมหลักธรรมเดิม และการสังเคราะห์หลักธรรมเพื่อเป็นเครื่องมือทำความเข้าใจโลกสมัยใหม่

การรื้อฟื้นโลกุตตรธรรม
พุทธศาสนาไทยได้มีการปรับเปลี่ยนอย่างสำคัญเมื่อ ๑๕๐ ปีที่แล้วเพื่อเผชิญหน้ากับวิทยาศาสตร์และคริสต์ศาสนาจากตะวันตก ในครั้งนั้นพุทธศาสนาไทยได้ปรับตัวด้วยการทำให้มีความเป็น “วิทยาศาสตร์” มากขึ้น โดยเน้นคำสอนที่เป็นเหตุเป็นผล ประจักษ์ผลได้ด้วยตนเอง ขณะเดียวกันก็ตัดทอนคำสอนที่เกี่ยวกับอิทธิปาฏิหาริย์ นรกสวรรค์ ในกระบวนการดังกล่าว คำสอนเกี่ยวกับนิพพานและโลกุตตรธรรม (ภาวะเหนือโลก เป็นอิสระจากความผันผวนปรวนแปรของชีวิต) ได้ถูกลดทอนความสำคัญไปด้วย เพราะถูกมองว่าเป็นเรื่องชาติหน้าอันไกลโพ้น

การปรับตัวดังกล่าวแม้ทำให้พุทธศาสนาเป็นที่ยอมรับของชนชั้นนำที่ได้รับอิทธิพลจากวิทยาศาสตร์มากขึ้น แต่ก็ทำให้พุทธศาสนาขาดความลุ่มลึกทางด้านจิตวิญญาณเป็นลำดับ พุทธศาสนากลายเป็นแค่ระบบศีลธรรมซึ่งเน้นประโยชน์แบบโลกย์ ๆ เช่น ทรัพย์ เกียรติยศ การมีมิตรสหาย มีชีวิตไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ในแง่นี้พุทธศาสนาจึงไม่ต่างจากระบบศีลธรรมในทางโลก (secularism) ที่สอนให้คนทำดีละชั่วเหมือนกัน

หัวใจของพุทธศาสนาอยู่ที่การทำ จิตให้บริสุทธิ์ เป็นอิสระจากทุกข์ แม้อยู่ในโลกแต่ก็ไม่ทุกข์ไปกับความผันผวนปรวนแปรในโลก คำสอนทางด้านโ


บทความทางพระพุทธศาสนา
Copyright (c) ๒๐๑๗ . www.watpracharangsan.com | All rights reserved..
วัดประชารังสรรค์ หมู่ที่ ๑ ตำบลห้วยทับทัน อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ โทรศัพท์ : ๐-๔๕๖๙-๙๐๘๘, ๐-๔๕๖๙-๙๓๔๖