ชนชาติกวย กูย หรือส่วย สายพันธ์แห่งเผ่าพันธ์

บรรพชนของศรีสะเกษ
ชนชาติกวย กูย หรือส่วยสายพันธ์แห่งเผ่าพันธ์  (เรียบเรียงโดย ภราดร  ศรปัญญา)

                ศรีสะเกษ    เป็นจังหวัดที่เก่าแก่   และมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน   โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณพื้นที่ๆ เป็นจังหวัดศรีสะเกษแห่งนี้ เป็นแหล่งอารยธรรมโบราณแห่งหนึ่งของภาคอีสานและเป็นพื้นที่เข้าใจกันว่าชนชาติกวยหรือส่วยคงจะเป็นบรรพชนเจ้าของพื้นที่มาตั้งแต่ดั้งเดิมและเป็นผู้สืบสานมรดกทางวัฒนธรรมตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน มืว่าในพื้นที่ของจังหวัดศรีสะเกษจะยังไม่มีการขุดค้นหรือศึกษาโครงสร้างด้านมนุษยวิทยาและการตั้งหลักแหล่งอย่างจริงจังก็ตาม แต่ก็พออนุมานได้ว่า ชาวส่วยหรือชาวกวยน่าจะเป็นบรรพชนของคนศรีสะเกษ  ทั้งนี้เพราะจังหวัดศรีสะเกษมีหมู่บ้านหรือชุมชนที่ชาวกวยหรือที่เรียกกันว่า “ชาวส่วย” มากกว่าจังหวัดใดใดในภาคอีสาน

                ชาวกวยหรือชาวส่วยเป็นใคร? มาจากไหน? จึงเป็นเรื่องน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง นักประวัติศาสตร์และนักมนุษยวิทยาสันนิษฐานว่าชาติกูยนั้นเป็นกลุ่มชนที่พูดภาษาในตระกูลมอญ เขมร มีเลือดผสมระหว่างเวดดิด (veddid) กับเมลาเนียมซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปตามลักษณะพื้นที่ เช่น ชาวลาว ในประเทศสาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเรียกว่า “ข่า” ชาวไทยสยามเรียกว่า “ส่วย” หรือกลุ่มแถบล้านนาเรียกว่า “ลัวะหรือละว้า” เป็นต้น ส่วนลักษณะโครงสร้างทางภาษามีส่วนคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมากกับภาษามุนด้า (Munda) ซึ่งเป็นภาษาของชนกลุ่มน้อยมีอาชีพอยู่ตามลุ่มน้ำพรหมบุตรตอนเหนือแถบแคว้นอัสสัม ประเทศอินเดีย

                บาสตินและเบนด้า (Bastin and Benda) (1968:2) กล่าวว่า ชนชาติกวยมีภูมิลำเนาเดิมอยู่บริเวณลุ่มน้ำพรหมบุตรตอนเหนือ ประมาณ 2400 ปีก่อนพุทธกาล ชาวกูยได้อพยพหนีภัยสงครามเนื่องจากถูกพวกอารยันรุกรานโดยอพยพมาทางตะวันออกจนถึงลุ่มแม่น้ำคง (สาละวิน) และแม่น้ำโขงตอนบน พวกที่อพยพไปทางลุ่มน้ำคงได้กลายเป็นชนเผ่ามอญ ส่วนพวกที่อพยพลงมาตามลุ่มน้ำโขง บางพวกไปอาศัยอยู่ตามที่ราบสูงพนมดงแร็ก (ตองแหระ บางพูดว่าตองแผระ ในภาษาส่วยซึ่งแปลว่าไม่คานหรือคานสำหรับแบกหาม) บางพวกเลยลงไปถึงที่ราบต่ำบริเวณทะเลสาบและชายทะเล  ต่อมาต่อมาได้กลายเป็นบรรพบุรุษของเขมรหรือแขมร์ ส่วนพวกตั้งหลักแหล่งอยู่ตามป่าเขามักจะเรียกชื่อแตกต่างกันไป เช่น ลั้ว ข่า ขมู กวยหรือส่วย  นอกจากนี้ยังมีหลักฐานระบุไว้ชัดเจนว่า กลุ่มชนเหล่านี้มีถิ่นที่อยู่กระจัดกระจายทั่วไป ตลอดแนวสองฟากฝั่งลุ่มน้ำโขง แม่น้ำมูล และมีการรวมกลุ่มกันเป็นบ้านเมืองมมานานนับศตวรรษก่อนที่ชนเผ่าไทยจะเข้ามามีอำนาจในบริเวรแถบนี้

                หลักฐานที่สนับสนุนแนวคิดนี้คือ พงศาวดารล้านช้าง กล่าวว่า “ในปี 2103 สมเด็จพระไชยเชษฐิราชต้องทำการปราบปรามพวกข่า และชนเผ่าต่างๆ ที่สร้างบ้านสร้างเมืองอยู่แถวฝั่งแม่น้ำโขงทางใต้นครเวียงจันทร์และในที่สุดพระองค์ได้หายสาบสูไปในคราวยกกองทัพไปปราบปรามพวกข่า ในแขวงอัตบือ (ศรีศักดิ์  วัลลิโภดม 2533:35-36) พงศาวดารเมืองละแวกครั้งหนึ่งกล่าวว่า กษัตริย์ขอม ซึ่งครองอยู่พระนครหลวงได้ส่งฑูตไปขอกองทัพจากกษัตริย์กวยแห่งตะบองขะมุม เพื่อไปปราบกบฏ ซึ่งกษัตริย์กวยก็ได้ยกทัพไปช่วยรบจนได้ชัยชนะ

                สำหรับหลักฐานฝ่ายไทย สมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่2 แห่งกรุงศรีอยุธยา ได้ตรากฏหมายลักษณะอาญาหลวง พ.ศ. 1974 (ปีกุน) ประกาศให้คนสยามห้ามยกลูกสาวให้ชาวฝรั่ง อังกฤษ วิลันดา กับปิตัน กุลา มลายู แขก กวย และแกว ซึ่งเป็นคนต่างชาติต่างศาสนาที่ย่อมแสดงให้เห็นถึงการตั้งถิ่นฐานของชนชาติกวยที่มีความเป็นปึกแผ่น และมีการจัดการระบบปกครองเป็นประเทศหรือนครรัฐแล้ว ซึ่งอาจเคยรุ่งเรืองมาก่อนอาณาจักรฟูนัน จาม หรือแม้กระทั่งอาณาจักเจนละเสียด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากระยะเวลาอันยาวนาน โครงกระดูกและหลักฐานต่างๆ จึงสับสนไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าเป็นชนเผ่าใดจวบกับการสูญเสียอิสระภาพและการตกอยู่ใต้อำนาจของชนชาติอื่นอารยะธรรมและวัฒนธรรมได้ถูกทำลายไปหรือไม่ก็ถูกบดกลืนโดยวัฒนธรรมของผู้ชนะ นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ข้อมูลหรือประวัติความเป็นมาของชนชาติกวยจึงเหลือน้อยเต็มที่ ที่เป็นมรดกตกทอดมาจนถึงปัจจุบันก็เป็นเพียง “ภาษา” ที่พูดจากันเพียงอย่างเดียว

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สารานุกรมชนชาติกูย 

(encyclopedia of kui)

                                                            เรียบเรียงโดย สมทรง บุรุษพัฒน์

ชาวกูย หรือที่คนไทยทั่วไปเรียกว่า “ส่วย”เป็นกลุ่มชนที่อาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในตอนล่างของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยอาศัยอยู่หนาแน่นในจังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดอุบลราชธานี ตาลำดับ และยังปรากฏอยู่ประปรายในจังหวัดมหาสารคาม จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดสุพรรณบุรี ชายกูยในประเทศไทยมีจำนวนประชากรประมาณเกือบ ๓ แสนคน ส่วนใหญ่อาศัยปะปนอยู่ในชุมชนชาวเขมรและลาว จึงทำให้เกิดการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมเข้ากับชนกลุ่มอื่น จนยากที่จะจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ได้ ชาวกูยเหล่านนี้มีวิถีชีวิตเหมือนชาวไทยอีสานทั่วไป คนหนุ่มสาวมักจะอพยพเข้ามาหางานทำในเมือง ๆ นายจ้างจะไม่พบความแตกต่างของชนกลุ่มนี้จากชาวไทยอีสานกลุ่มอื่น ๆ ที่ทำงานอยู่ด้วยกัน นอกจากภาษาที่ใช้ในการสื่อสารเป็นสิ่งที่แยกชนชาวกูยออกจากกลุ่มชนชาติพันธุ์อื่น ๆ

ปัจจุบันชาวกูยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย นับได้ว่าเป็นประชากรกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ที่ยังต้องการการพัฒนาคุณภาพชีวิตดังเช่นชาวไทยในชนบททั่วไป บุคลากรจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องควรที่จะได้มีความรู้เกี่ยวกับชนชาติกูยอย่างถูกต้อง เพื่อจะได้นำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต อาจจะกล่าวได้ว่าชนชาติกูยกำลังสูญเสียลักษณะเฉพาะหรือเอกลักษณ์ประจำกลุ่ม ดังนั้นวัตถุประสงค์อีกประการหนึ่งของการจัดทำสารานุกรมฉบับนี้ก็เพื่อนำเสนอเรื่องราวที่เป็นลักษณะเฉพาะประจำกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ภาษา การแต่งกาย ความเชื่อ พิธีกรรมต่าง ๆ เป็นต้น มาบันทึกไว้เพื่อรักษาเรื่องราวที่เป็นเอกลักษณ์ของชนกลุ่มนี้ไว้ไม่ให้สูญหายไปตามกระแสของธรรมชาติและกาลเวลา 

 

ชาติพันธุ์ และ ความหมาย 

                ลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มนี้ เรียกตนเองว่า กูย กุย โกย หรือ กวย ซึ่งแตกต่างกันไปตามลักษณะการออกเสียงของแต่ละถิ่นและพบว่าและพบว่าตำราที่เขียนเป็นภาษาต่างประเทศที่เขียนแตกต่างกันตามวิธีคิดของผู้แต่งตำราแต่ละคนเช่นเดียวกัน เช่น เขียนว่า kuy,kui,koui,kouei,และ kouai

                ถึงแม้ชนพื้นเมืองจะออกเสียงสระแตกต่างกันตามแต่ละท้องถิ่น ชนพื้นเมืองต่างก็ให้ความหมายของคำว่า กูย กุย โกย หรือ โกย ไว้อย่างมีเอกภาพ คือมีความหมายว่า “คน” ทั้งสิ้น การให้ความหมายไว้ลักษณะดังกล่าวนี้ย่อมสะท้อนให้เห็นความเป็นสากล หรือฐานคติของทัศนะการมองโลกของมนุษย์ในปริบทของวัฒนธรรมต่างว่า กลุ่มของตนเองนั้น มีสถานภาพที่แตกต่างจากสัตว์ และมีความเท่าเทียมกันกับมนุษย์ในปริบทของวัฒนธรรมอื่น ๆ เสมอ แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในหมู่ผู้ที่สนใจศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับชนกลุ่มนี้ นักภาษาศาสตร์และนักชาติพันธุ์วิทยาในประเทศไทยจึงเสนอให้ใช้คำว่า “กูย”เพียงคำเดียว

                ส่วนคำว่า ส่วย นั้น เป็นคำที่บัญญัติขึ้นมานอกเหนือปริบทของวัฒนธรรมกูย ซึ่งชาวกูยเองไม่ค่อยจะยอมรับชื่อนี้เท่าใดนัก สารานุกรมเล่มนี้จึงขอสนับสนุนให้ผู้อ่านใช้คำว่า กูย เพื่อเป็นมนสิการต่อเกียรติภูมิของกลุ่มชาติพันธุ์มีประวัติศาสตร์ของตนเอง 

รูปร่างลักษณะของชาวกูย

รูปร่างของชาวกูยดั้งเดิมมีลักษณะคล้ายคลึงกับพวกเซมังหรือเงาะหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ซาไก ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในป่าทึบของประเทศมาเลเซีย และทางภาคใต้ของประเทศไทย กล่าวคือ กูยดั้งเดิมจะมีผมดก หยิกหยอก จมูกแบน ริมฝีปากบาง ผิวดำ แต่กระบวนการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการแต่งงานข้ามพรมแดนทางวัฒนธรรมทำให้เกิดการถ่ายเททางพันธุกรรม (gene flow) ทำให้ชาวกูยกลายลักษณะเป็นแบบมอญ-เขมร กล่าวคือ มีร่างกายสูงใหญ่ไหล่กว้างเป็นเหลี่ยม ปัจจุบันจะพบว่ารูปร่างลักษณะของชาวกุยจะเหมือนชาวชนบทในภาคตะวันออกแยงเหนือโดยทั่วๆไป                

 

ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์  

ถิ่นฐานเดิมของชาวกูยอยู่บบริเวรตอนเหนือของเมืองกำปงธม   ประเทศกันพูชา  มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า  ชนชาติกูยเคยเป็นรัฐอิสระในช่วงพุทธศตวรรษที่  20  เคยส่งทูตมาค้าขายกับราชสำนักอยุธยา  และเคยช่วยกษัตริย์เขมรแห่งนครธมปราบขบถ  แต่ต่อมาเขมรได้ใช้อำนาจทางทหารปราบปรามชาวกูยและผนวกเอาอาณาจักรกูยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเขมรตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ชาวกูยชอบอพอพเคลื่อนย้ายอยู่เสมอ  เพื่อแสวงหาที่ดินอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก  นอกเหนือจากอยู่ในประเทศกันพูชาแล้ว  ชาวกูยยังได้อพยพขึ้นเหนือเข้าสู่บริเวณเมืองอัตตะบือ  แสนปาง  จำปาศักดิ์และสารวันในบริเวณตอนใต้ของประเทศสาธาณรัฐประชาธิปใตยประชาชนลาว  แต่เนื่องจากต้องประสบกับภัยธรรมชาติ  เช่น  น้ำท่วม  หรือฝนแล้ง  รวนทั้งภัยทางการเมืองชาวกูยจึงอพยพข้ามลำน้ำโขงเข้าสู่ภาคอีสาน  โดยเฉพาะทางด้านแก่งสะพือ  ซึ่งชาวกูยเรียกว่า“แก่งกะชัยผึด”  (แก่งงูใหญ่)  และในเขตอำเภอโขงเจียม  ซึ่งชาวกูยเรียว่า  “โพงเจียง”  (ฝูงช้าง)  หลังจากนั้น  ลูกหลานชาวกูยก็แยกย้ายกันไปตั้งบ้านเรือนที่บ้านนากอนจอซึ่งเป็นภาษากูยแปลว่าบ้านนาลูกหมา ปัจจุบันคืออำเภอวารินชำราบ  บ้านเจียงอี  ซึ่งเป็นภาษากูย  แปลว่าบ้านช้างป่วย  ในเขตอำเภอเมืองศรีสะแกษในปัจจุบัน  นับว่าในบรรดากลุ่มมชาติพันธุ์  กูย  ลาว  เขมร  ชาวกูยเป็นชนดั้งเดิมที่ตั้งหลักแหล่งอยู่ในพื้นที่ของอีสานใต้เป็นกลุ่มแรก                          

การอพยพเข้ามาในประเทศไทยทางตอนล่างของภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น  เริ่มตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราข   (พ.ศ.2199  2231)และได้มีการอพยพครั้งใหญ่เข้ามาในจังหวัดสุรินทร์และศริสะเกษอีก  ในยุคปลายของกรุศรีอยุธยาไปจนถึงสมัยธนบุรี  (พ.ศ.2245 2326)  ชาวกูยแต่ละกลุ่มที่อพยพมา  มีหัวหน้าของตัวเองสาเหตุอื่นๆของการอพยพนอกเหนือจากที่กล่าวไปแล้วได้แก่ชาวกูยที่มาอยู่ก่อนชักชวนให้อพยพตามมา  หรือหาบริเวณล่าช้างแหล่งใหม่เพราะชาวกูยมีความชำนาญในการเดินป่าการล่าช้างและฝึกช้าง  การอพยพได้หยุดลงในสมัยรัชกาลที่ 4 ในเวลาต่อมาได้มีการโยกย้ายไปอยู่จังหวัดใกล้เคียง  ได้แก่  จังหวัดบุรีรัมย์  จังหวัดอุบลราชธานี  จังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดมหาสารคาม  ชาวกูยในจังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ  เรียกหมู่บ้านที่ชาวกูยโยกย้ายไปว่าเป็น  “หมู่บ้านใหม่”  การใช้ภาษาระหว่าชาวกูยกลุ่มเดิมและกลุ่มที่โยกย้ายยังคงมีความเข้าใจกันได้เป็นอย่างดี  เพราะยังติดต่อกันอยู่

ชาวกูย กับราชอาณาจักร 

                จากหลักฐานสมัยกรุงธนบุรี คนไทยเรียกว่า “เขมรป่าดง”สันนิษฐานว่าเพราะบริเวณตั้งแต่ลุ่มแม่น้ำมูล(ท้องที่จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ และบางส่วนของอุบลราชธานี)ไปจนถึงเมืองจำปาศักดิ์ สารวัน อัตตบือ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวกูยมีภูมิประเทศเป็นป่าดง และอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางการปกครองของราชอาณาจักรไทย

                ต่อมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเมื่อดินแดน “เขมรป่าดง” ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พิจารณาเห็นว่า ถ้าจะเกณฑ์แรงงานผู้คนที่อาศัยอยูในบริเวณเขมรป่าดงในระบอกแลกไพร่ธรรมดาเช่นเดียวกับชาวไทยกลุ่มอื่น ๆ แล้วคงไม่ได้ผลเต็มที่ เพราะภูมิประเทศเป็นอุปสรรคในการสื่อสารคมนาคม จึงได้มีการนำเอาระบบไพร่ส่วยขึ้นมาใช้ โดยกำหนดให้ชาวเขมรป่าดงส่งส่วยแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน เช่น ครั่ง ไม้เนื้อหอม และของป่าอื่น ๆ จึงเป็นที่มาของการเรียกชาวกูยซึ่งตั้งถื่นฐานอยู่ในบริเวณเขมรป่าดงว่า ส่วย

                นอกจากนี้ยังพบคำว่า “เขมรส่วย” ซึ่ง seidenfaden (1952) กล่าวว่าเป็นพวกกูยที่เปลี่ยนภาษาแม่เป็นภาษาเขมรและได้รับอิทธิพลของวัฒนธรรมเขมรและมีคำว่า  “ลาวส่วย” ซึ่งหมายถึงพวกกูยที่เปลี่ยนไปพูดภาษาอีสาน (ไทยลาว) และได้รับอิทธิพลของวัฒนธรรมลาว

ถิ่นฐานของชาวกูยในประเทศไทย 

                เนื่องจากชาวกูยตั้งถิ่นฐานปะปนกับชาวเขมรสูงและชาวลาว จึงมีการติดต่อแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมกันมาตามวิสัยและทำให้ชาวกูยถูกกลืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเขมรสูงและวัฒนธรรมลาว ดังจะเห็นได้จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เมื่อครั้นที่ตั้งเมืองสุรินทร์ใหม่ๆนั้นมีคนกูยทั้งเมือง ชาวเขมรสูงมีปะปนอยู่บ้างเล็กน้อย แต่นานวันเข้าวัฒนธรรมของเขมรสูงก็ค่อย ๆ เข้ามามีอิทธิพลเหนือวัฒนธรรมของชาวกูย  ชาวกูยจึงถูกกลืนเข้าไปเป็นคนเขมรเกือบหมด

                เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๐ จังหวัดศรีสะเกษยังเป็นเมืองที่มีชาวกูยอยู่กันทั้งเมือง มีพวกลาวเวียง (สาขาเวียงจันทร์) ปะปนอยู่บ้างบางหมู่บ้าน แต่วัฒนธรรมของลาวได้เข้ามามีอิทธิพลในหมู่ชาวกูย จึงทำให้มีการผสมผสานวัฒนธรรม ชาวกูยที่นี่พูดภาษาลาวด้วยสำเนียวกูยโดยสามารถใช้สระเอือได้ ในขณะที่ภาษาลาวเวียงเดิมมีสระเอีย ร่องรอยที่แสดงว่าศรีสะเกษเดิมเป็นเมืองที่ชาวกูยอยู่กันทั้งเมืองก็คือตังเลขสำมะโนครัวสมัยนั้นและการเรียกขานชาวศรีสะเกษว่า “ส่วยศรีสะเกษ” อยู่จนทุกวันนี้  

                ปัจจุบันชาวกูยอาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ระหว่างแม่น้ำมูลกับเทือกเขาพนมดงรัก   ครอบคลุมบริเวณพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์   สุรินทร์ ศรีสะเกษจนถึงอุบลราชธานี เชื่อกันว่าบริเวณนี้เป็นเส้นทางอพยพมาจากทางตอนใต้ของประเทศลาวสู่ประเทศไทยและยังเชื่อว่าชาวกูยที่อยู่ในจังหวัดอุบลราชธานีเป็นชาวกูยที่ตกค้างอยู่ตั้งแต่ครั้งอพยพมาจากลาว   ชาวกูยจะอยู่กันมากทางฝั่งใต้แม่น้ำมูลลงมา จังหวัดที่ชาวกูยอยู่หนาแน่นที่สุด คือ จังหวัดสุรินทร์และจังหวัดศรีสะเกษ ชาวกูยที่อยู่ในประเทศกัมพูชาจะอยู่ทางตอนเหนือของเมืองกำปงธม

                ในจังหวัดบุรีรัมย์ ชาวกูยส่วนใหญ่อพยพมาจากจังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และมีการอพยพโยกย้ายข้ามอำเภอ หมู่บ้านชาวกูยแต่ละหมู่บ้านประชากรอาจมาจากที่เดียวกันทั้งหมู่บ้านหรือมาจากหลายที่มาอาศัยอยู่ด้วยกันหรืออาจเป็นหมู่บ้านที่ชาวกูยอาศัยอยู่ร่วมกับผู้พูดภาษาพื้นบ้านลาวหรือภาษาพื้นบ้านเขมร

                นอกจากนี้ยังพบผู้พูดภาษากูยในเขตอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม และที่หมู่บ้านหนองบัว ตำบลตลิ่งซัน อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นบริเวณที่มีผู้พูดภาษาเขมรอาศัยอยู่เช่นกัน ชาวกูยที่นี่เรียกตัวเองว่า “กวย” เรียกภาษาที่ตนเองพูดว่า “ภาษากวย” เข้าใจว่าเป็นพวกเขมรส่วยเพราะพูดได้ทั้งภาษากวยและภาษาเขมร คำศัพท์บางคำก็เหมือนภาษาเขมรเหนือ ชาวกวยกลุ่มนี้อพยพมาจากที่ใดไม่มีหลักฐานปรากฎ  แต่คาดว่าน่าจะอพยพมาจากจังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ กล่าวกันว่าปู่ ย่า ตา ยาย เดินทางอพยพมาที่จังหวัดสุพรรณบุรีระหว่างสงคราม และตั้งรกรากอยู่ที่หมู่บ้านสกุลปักษี ตำบลตลิ่งชัน ในปัจจุบันนี้ยังคงมีชาวกูยอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านนี้ ภาษากวยที่พูดในหมู่บ้านหนองบัวก็มีความคล้ายคลึงกับภาษากูยที่พูดที่หมู่บ้านสังแก ตำบลแตล อำเภอศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ จะแตกต่างกันก็ตรงที่สระและพยัญชนะท้าน (pailin 1980) อย่างไรก็ดี มีผู้กล่าวว่าผู้พูดภาษากวยที่หมู่บ้านว่าน ตำบลบุแกรง อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ ไม่เข้าใจภาษากวยที่พูดในจังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อสื่อสารจะใช้ภาษาไทย (oranuch 1984)

                จำนวนประชากร 

                                จำนวนประชากรที่ได้มีการสำรวจมีจำนวนดังต่อไปนี้

                                                                จำนวนประชากร                   จำนวนหมู่บ้าน

อุบลราชธานี                                                  ๖,๙๑๖                                    ๑๑

ศรีสะเกษ                                                       ๑๐๕,๘๕๒                            ๒๕๗

สุรินทร์                                                         ๑๑๙,๕๐๖                              ๓๒๒

บุรีรัมย์                                                          ๔๑,๒๙๖                                ๙๖

        รวม                                                    ๒๗๓,๕๗๐                            ๖๘๖ 

                                                                (วรรณา เทียนมี ๒๕๓๓)

ภาษากูยถิ่นต่าง ๆ ในประเทศไทย 

                นักดาราศาสตร์ จัดภาษากูยอยู่ในกลุ่มภาษาดียวกับภาษามอญ-เขมร สาขา katuic ตะวันตก ซึ่งเป็นกลุ่มภาษาในตระกูลออสโตรเอเชียติก (Thomas and headley 1970  และ smith 1983) ชาวกูยแต่ละถิ่นจะมีสำเนียงการใช้ภาษาที่แตกต่างกันไป แต่ถ้าหากใช้ระบอบเสียงมาเป็นเกณฑ์ในการแบ่งอาจแบ่งภาษากูยออกได้เป็น ๒ กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มภาษากูย-กูย และกลุ่มภาษากวย (กูย-กวย) ส่วนภาษากูยกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีผู้วิจัยพบได้แก่

                ๑.กูยเยอ (kui nhe) พูดกันในหมู่บ้าน ๑๐ หมู่บ้าน ในอำเภอศรีสะเกษ ๕ หมู่บ้านในอำเภอไพรบึง และ ๔ หมู่บ้านในอำเภอราษีไศล มีประมาณ ๘,๐๐๐ คน

                ๒.กูยไม (kui nthaw/kui m’ai) พูดใน ๕ หมู่บ้านในอำเภอราษีไศล ๙ หมู่บ้านในบริเวณใกล้เคียง เขตอำเภออุทุมพรพิสัย หมู่บ้านทั้งหมดนี้ ชาวกูยจะอาศัยรวมอยู่กับชนกลุ่มลาว

                ๓.กูยปรือใหญ่ (kui pui jai) พูดใน ๕ หมู่บ้านของตำบลปรือใหญ่ อำเภอขุขันธ์

                ภาษากูยถิ่นปรือใหญ่ สันนิษฐานว่าอาจเป็นตัวแทนของกลุ่มกูยที่เพิ่งอพยพมาจากเขมร จากบริเวณมะลูไปร (มโนไพร,มะลูเปร) ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของเมืองสตึงเตรง ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของเมืองกำปงธมและเมืองกำปงสวาย (van der haak และ woykos 1990)

                ภาษากูยไม่ได้ใช้เสียงวรรณยุกต์แยกความหมายของคำดังเช่นภาษาไทย แต่มีลักษณะน้ำเสียง (voice quality) คือเป็นภาษาที่มีกลุ่มลักษณะเสียง (registers) โดยมีความแตกต่างของพยางค์ ๒ ประเภทคือ พยางค์ที่มีสระแบบธรรมดา (normal voice) และพยางค์ที่มีเสียงสระก้อง-มีลม (breathy voice) ซึ่งจะใช้สัญลักษณ์ทางสัทศาสตร์ [..] เขียนใต้สระ เปรียบเทียบตังอย่างคู่คำที่มีลักษณะน้ำเสียงเป็นตัวแยกความหมายของคำ

                                Lịḁp       เลี๋ยบ       “เชิง,ริม”                 liap         เลียบ       “ทา”

                                CAḷḁ      จะล๋ฮ      “ชัด”                       calah       จะละฮ    “เช้า” คำลักษณะนามเป็นหัว

                ในปัจจุบัน ชาวกูยส่วนใหญ่พูดได้ทั้งภาษากูยและภาษาไทยกลาง ในชุมชนกูยที่ไม่มีผู้พูดภาษาไทยถิ่นอีสานอาศัยปะปน จะไม่มีการใช้ภาษาไทยถิ่นอีสาน ในชุมชนกูยที่มีคนเขมรและคนลาวอาศัยปะปนกัน จะพูดภาษากันและกันได้

ศาสนา พิธีกรรม และความเชื่อ 

ความเชื่อทางศาสนาของชาวกูยมีลักษณะผสมผสานระหว่างศาสนาพุทธและการนับถือผี (animism)  ภายในชุมชนชาวกูยจะมีทั้งวัดและศาลผีประจำหมู่บ้าน ชาวกูยบูชาผีบรรพบุรุษ ซึ่งเรียกว่า “ยะจัวะฮ” บนบ้านจะมีหิ้งบูชาผีบรรพบุรุษ มีธูปเทียนและกรวยที่เย็บจากใบตอง บางบ้านก็จะสร้างเป็นศาลผีบรรพบุรุษไว้ใกล้กับศาลเจ้าที่ บ้านที่ไม่มีหิ้งหรือศาลก็อาจจะไปไหว้ผีบรรพบุรุษที่หิ้งหรือศาลของญาติพี่น้อง บ้านส่วนใหญ่จะมีหิ้งบูชาพระพุทธรูปไว้ในบ้านและจะสร้างศาลผีบรรพบุรุษไว้ใกล้บ้าน การเซ่นบรรพบุรุษจะกระทำอย่างน้อยปีละครั้ง ชาวบ้านจะเริ่มพิธีโดยเอาข้าวที่สุกแล้ว กรวยใบตอง ผ้า สตางค์ หมากพลู เอามาวางไว้ใต้หิ้งบูชา ทำพิธีเซ่นโดยเอาน้ำตาลโรยบนข้าวสุก จุดเทียนปักลงที่ข้าว แล้วกล่าวขอให้ผีบรรพบุรุษคุ้มครองให้ครอบครัวเจริญรุ่งเรือง ในณะที่กล่าวก็เอาเหล้าค่อย ๆ รินลงขันอีกใบ เหมือนการกรวดน้ำเสร็จแล้วก็หยิบของที่ใช้เซ่นอย่างละนิดไปวางบนหิ้ง ที่เหลือก็เอาไว้รับประทานและใช้เอง

การเซ่นผีบรรพบุรุษนี้อาจจัดขึ้นในวาระอื่นๆ เช่น เมื่อมีเด็กคลอดได้ ๒-๓ วัน ก็จะทำพิธีดับไฟ โดยเชิญหมอตำแยและญาติผู้ใหญ่มาร่วมพิธี จัดขนม กล้วย ข้าวต้มมัด มาเซ่นผีบรรพบุรุษบอกว่ามีลูกมีหลานมาเกิดใหม่ เด็กเมื่อคลอดแล้ว จะมี “ครูกำเนิด” ซึ่งเป็นครูประจำตัว จะต้องจัดเครื่องสักการะบูชาครูไว้บนหัวนอนของตนเองเสมอ ครูจะช่วยคุ้มครองให้มีความสุข ความเจริญ หากมีการผิดครูจะเป็นอันตราย นอกจากนี้อาจจัดให้มีการเซ่นผีบรรพบุรุษเมื่อมีแขกมาเยือนและพักอยู่ที่บ้าน  เจ้าของบ้านจะต้องจัดเหล้า ขนม มาเซ่นไหว้และบอกกล่าวขออนุญาตผีบรรพบุรุษให้แขกเข้าพัก มีการบอกกล่าวว่าแขกเป็นใคร มาจากไหน มาทำอะไร เมื่อแขกมาถึง ก็มีการผูกข้อมือด้วยด้ายที่ย้อมสีเหลืองด้วยขมิ้นพร้อมให้ศีลให้พร

นอกจากาวิญญาณของบรรพบุรุษแล้ว ชาวกูยยังเคารพนับถือวิญญาณทั่วไป ได้แก่ ภูติผีปีศาจ เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา เป็นต้น เมื่อจะประกอบการงานใดที่สำคัญเกี่ยวกับความสุขความเจริญจะต้องทำพิธีขจัดปัดเป่า ด้วยความกลัวว่าผีสางเทวดาจะให้โทษหรือมาขัดขวางการกระทำ  เป็นที่น่าสังเกตว่าในพิธีกรรรมต่างๆเกือบทั้งหมดจะมีข้าวเป็นองค์ประกอบในการเซ่นสังเวยอยู่เสมอ เพราะข้าวเป็นอาหารหลักที่มีบุญคุณและเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ในการเพาะปลูกข้าวเกือบทุกขั้นตอนจะมีการจัดพิธีกรรม สวดสรรเสริญหรือแสดงความเคารพข้าว (นิคม วงเวียน ๒๕๓๓) ชาวกูยยังมีความเชื่อในเรื่องผีปอบ จะเห็นได้ในกรณีที่เด็กคลอดแล้ว ต้องเอารกไปฝังไว้ใต้ถุนบ้าน เอาหนามไปวางทับไม่เช่นนั้นผีปอบจะเอาไปกิน แม่เด็กและทารกก็จะตาย นอกจากนี้ชาวกูยยังเชื่อเรื่องขวัญ หรือภาษากูยเรียกว่า “ระเวี๋ยย” ซึ่งเป็นคำรวมเรียกทั้งขวัญและวิญญาณ เช่น เด็กทารก จะมีข้อห้ามไม่ให้อุ้มออกไปเดินผ่านเนินดินเผาผี (บลุฮ กระโมจ) ซึ่งเป็นเนินทุ่งนาใช้เผาศพคนทั่วไปแห่งหนึ่ง บางหมู่บ้านจะมี บลุฮ กระโมจ ๒ แห่ง สำหรับเผาศพคนทั่วไปแห่งหนึ่ง และอีกแห่งหนึ่งใช้เฉพาะเผาศพคนที่มีความสำคัญที่เป็นที่นับถือกันในหมู่บ้าน ถ้าอุ้มเด็ก ผ่านเนินดินนี้ต้องเรียกขวัญให้กลับมา เรียกว่า “มาเยอขวัญเอย” แล้วบอกชื่อเด็ก เดินไปพูดไป ถ้าไม่เรียกขวัญ ขวัญจะอยู่แถวนั้นไม่ตามเด็กไป เด็กก็จะไม่สบาย การทำพิธีสู่ขวัญมักจะพบในวาระที่สำคัญต่าง ๆ เช่น งานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน งามศพ เมื่อทารกแรกเกิด การรักษาคนเจ็บเป็นต้น

ในหมู่บ้านจะมีแม่เฒ่าที่ทำหน้าที่ดูว่าความเจ็บไข้ หรือปัญหาที่มีเกิดจากอะไร โดยให้นำข้าวสาร ๑ ถ้วย และสตางค์ ๑ บาท วางบนข้าวแล้วนำไปวางไว้หน้ามาเฒ่า แม่เฒ่าจะเอาข้าวสารนั้นโปรยไปรอบข้างตัวพร้อมพูดคาถาพึมพำ แล้วเอาข้าวสารเล็กน้อยใส่ในฝ่ามือซ้าย แล้วจับฝากระปุกปูนแกว่งค่อยๆ เหนือข้าวสารนั้น แล้วทำนายสาเหตุของปัญหา ถ้าใช่สาเหตุที่ทำนาย ฝากระปุกปูนจะแกว่งแรงขึ้น ชาวกูย เรียกการทำนายนี้ว่า “โปล”นอกจากนี้ก็มีผู้เก่งทางไสยศาสตร์เรียกว่า “ถัม” บางห่งก็เรียกว่า “อาจาร” ซึ่งเป็นผู้ชายที่ม


บทความทางพระพุทธศาสนา
Copyright (c) ๒๐๑๗ . www.watpracharangsan.com | All rights reserved..
วัดประชารังสรรค์ หมู่ที่ ๑ ตำบลห้วยทับทัน อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ โทรศัพท์ : ๐-๔๕๖๙-๙๐๘๘, ๐-๔๕๖๙-๙๓๔๖