เรื่องของโลกนรก โลกมนุษย์ และโลกเทวดา

 โลกทีปนี

เรื่องของโลกนรก  โลกมนุษย์ และโลกเทวดา

 

สรุปใจความโดยย่อจากหนังสือ "โลกทีปนี" ของพระธรรมธีรราชมหามุนี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ. ๙)

ความหนา 322 หน้า, สำนักพิมพ์ดอกหญ้า

ผลงานของท่านที่ได้รับการจัดพิมพ์แล้วมีดังนี้ คือ โลกทีปนี, มุนีนาถทีปนี, วิปัสสนาทีปนี, โลกนาถทีปนี, 

ภาวนาทีปนี, โพธิธรรมทีปนี, ภูมิวิสาลินี, วิมุตติรัตนมาลี และกรรมทีปนี 

 

  ในพระพุทธศาสนา, พระพุทธองค์เพียงแต่แสดงให้เราเห็นถึงหนทางแห่งการพ้นทุกข์ ไม่ได้บังคับให้เราต้องเชื่อแต่ได้บอกเหตุและผลให้เราทราบว่าทำไมเราจึงควรทำอย่างนี้หรือทำไมไม่ควรทำอย่างนั้น.   พระพุทธองค์ทรงทราบสิ่งเหล่านี้ด้วยอำนาจปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ซึ่งเป็นญาณที่ทำให้ระลึกชาติต่างๆ ที่ล่วงมาแล้วได้   (การระลึกชาติสำหรับพระพุทธเจ้าจะทำได้เท่าที่ต้องการจึงทำให้ทรงทราบว่าในอดีตพระองค์เองได้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ มานับไม่ถ้วน  ได้เคยทำกรรมดีกรรมชั่วอะไรไว้บ้างและได้เสวยผลของกรรมนั้นๆ อย่างไรในแต่ละชาติ จะเปรียบก็เหมือนกับนักสำรวจที่ได้เดินทางไปสำรวจภูมิประเทศและเส้นทางต่างๆมาจนทะลุปรุโปร่งแล้วกลับมาจัดทำแผนที่บอกเตือนให้เราทราบว่าเส้นทางไหนควรไปหรือไม่ควรไปอย่างไรไปแล้วจะเจอะเจออะไรบ้างเป็นต้นส่วนเราจะเลือกเดินเส้นทางไหนย่อมอยู่ที่การตัดสินใจของเราเอง    แต่อย่างน้อยในการเดินทางถ้ามีแผนที่ไว้สำหรับตรวจสอบเส้นทางบ้างก็คงจะดีกว่าการเดินสะเปะสะปะแบบไร้ทิศทางเป็นแน่) ในโลกของเราๆ จะมองเห็นเพียงมนุษย์และสัตว์

     ทำให้เข้าใจว่าโลกอื่นไม่มี. ในขณะที่พระพุทธองค์มองเห็นได้มากกว่านั้นดังเหตุผลที่ได้กล่าวมา และได้แบ่งโลกต่างๆ และบุคคลในแต่ละโลกไว้ดังนี้  

  1. โลกุตรภูมิ  (ภูมิพ้นโลก)

                 ภูมิ หมายถึง ระดับของจิตใจ   สถานะของภูมิพ้นโลกนี้จะเกิดขึ้นได้เฉพาะกับบุคคล 4 ระดับซึ่งเรียกว่า   พระอริยบุคคล  คือ  บุคคลอันประเสริฐ

     อันได้แก่ โสดาบันบุคคล, สกิทาคามีบุคคล, อนาคามีบุคคล และอรหันตบุคคล.      บุคคลต่างๆ เหล่านี้ถือว่าเป็นผู้ที่เที่ยงแท้แน่นอนที่จะหยุดการเวียนว่ายตายเกิดในอนาคตได้. สำหรับโสดาบันบุคคลจะเกิดอีกอย่างมากไม่เกิน 1-7 ชาติ, สกิทาคามีและอนาคามีบุคคลจะเกิดอีกเพียงชาติเดียว.   สำหรับอรหันตบุคคลชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้ายเนื่องจากระดับจิตได้พัฒนาถึงสถานะที่เรียกว่า “พระนิพพาน” ซึ่งเป็นสถานะที่ปราศจากกิเลสใดๆ ผูกมัดจึงไม่ยินดีในการกลับมาเกิดอีก. ถึงแม้ว่าบุคคลในระดับอื่นจะยังคงกลับมาเกิดอีกก็จะเกิดเป็นมนุษย์, เทวดาหรือพรหมเป็นอย่างต่ำ และจะไม่ก่อกรรมหนักที่จะทำให้ระดับจิตใจต่ำไปกว่านี้ (บางที่ก็กล่าวว่าเป็นผู้พ้นจากเงื้อมมือของพญามัจจุราชเพราะไม่มีกรรมใดที่จะทำให้ไปสู่อบายภูมิอีก)แต่จะพัฒนาไปจนถึงระดับพระนิพพานในที่สุด นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมเราจึงควรพัฒนาระดับจิตให้ถึงระดับ “โสดาบันบุคคล”  เป็นอย่างน้อย.  ซึ่งความเป็นบุคคลทั้ง 4 ระดับนี้สามารถเกิดได้ทั้งกับเพศฆราวาสคือชาวบ้านทั่วไปและเพศบรรพชิตคือนักบวช  และเกิดได้ทั้งหญิงและชาย   (ยกเว้นอรหันตบุคคลซึ่งในชาติสุดท้ายจะต้องมาเกิดเป็นชายเท่านั้น และหากผู้ใดได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในขณะอยู่ในเพศฆราวาสแล้วจะต้องออกบวชในวันนั้นเลยทีเดียว   หาไม่แล้วก็จะต้องละสังขารไปโดยอัตโนมัติ    เนื่องจากความเป็นพระอรหันต์จะไม่สามารถคงสภาพอยู่ในบุคคลธรรมดาทั่วไปได้นาน  เพราะไม่ยินดีอาลัยกับการเกิดหรือการมีชีวิตอยู่อีกต่อไป. ส่วนการอยู่ในเพศบรรพชิตก็หล่อเลี้ยงชีวิตเพียงเพื่อเกื้อกูลสงเคราะห์สัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์เท่านั้นมิได้อยู่เพื่อตนเอง   เพราะสำหรับท่านๆ มิได้มีกิจใดที่จะต้องทำทั้งในโลกนี้และโลกหน้าอีกต่อไป).

 2. โลกทั้งสาม

           โลกทั้งสาม หรือ ไตรภพ ได้แก่ โลกเทวดา, โลกมนุษย์ และโลกนรก, ภพ หมายถึง สถานที่อยู่, ภูมิ หมายถึง ระดับจิตใจ  เช่น  เราอยู่ในภพมนุษย์หรือโลกมนุษย์ แต่ถ้าในขณะนั้นมีระดับจิตสูงกว่ามนุษย์ก็จะเรียกว่ามีภูมิเป็นเทวดา, ภูมิพรหม, ภูมิพระโสดาบัน หรือถ้าระดับจิตต่ำกว่ามนุษย์ก็จะมีภูมิเป็น ภูมิสัตว์เดรัจฉาน, ภูมิสัตว์นรก, ภูมิเปรต หรือภูมิอสุรกาย เป็นต้น     ภูมิหรือระดับจิตใจนี้แหละจะเป็นเครื่องชี้ว่าบุคคลนั้นๆ จะไปเกิดในภพใดหรือโลกใดในชาติต่อๆ ไป.

 2.1 โลกเทวดาและพรหม

                โลกเทวดาและพรหมจะเป็นสถานที่อยู่สำหรับเทพยดา 6 ชั้นเรียกว่า เทวโลก และระดับสูงขึ้นไปจะเป็นสถานที่อยู่สำหรับพระพรหม 20  ชั้น เรียกว่า พรหมโลก ดังนี้

 

    2.1.1 เทวภูมิ (เทวโลก 6 ชั้น)

                               1. จาตุมหาราชิกาภูมิ (สวรรค์ชั้นที่ 1)  ภูมินี้เป็นที่อยู่ของเทพยดาชาวฟ้า ซึ่งมีท้าวมหาราชทั้ง 4 พระองค์ (จาตุมหาราช)ทรงเป็นอธิบดี อันได้แก่ ท้าวธตรฐมหาราช (ทิศตะวันออก), ท้าววิรุฬหกมหาราช (ทิศใต้), ท้าววิรูปักษ์ (ทิศตะวันตก),   ท้าวเวสสุวัณ (ทิศเหนือ) มีอายุ 500 ปีทิพย์ (เก้าล้านปีโลกมนุษย์)

  2. ตาวติงสาภูมิ (สวรรค์ชั้นที่ 2)  ภูมินี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สวรรค์ชั้นไตรตรึงษ์ หรือ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์  เป็นที่อยู่ของเทพ33 องค์ โดยมีสมเด็จพระอมรินทราธิราชหรือ พระอินทร์ ทรงเป็นประธาน สวรรค์ชั้นนี้   มีสถานที่สำคัญสำหรับเป็นที่สักการะบูชาของหมู่เทวดาในชั้นฟ้าคือ พระจุฬามณีเจดีย์ หรือ พระเกศจุฬามณีเจดีย์      ซึ่งพระอินทร์ได้นำเอาผอบทองคำลงมารองรับพระเกศโมลีของพระพุทธเจ้าเมื่อตอนเสด็จออกทรงผนวชและนำมาบรรจุไว้ในเจดีย์นี้.    และยังมี ศาลาสุธรรมา สำหรับการฟังธรรมในวันพระ  มีอายุ 1,000 ปีทิพย์ (สามโกฏิหกล้านปีโลกมนุษย์)

                               3. ยามาภูมิ (สวรรค์ชั้นที่ 3)  ภูมินี้เป็นที่อยู่ของหมู่เทวดา ซึ่งมีสมเด็จพระสุยามเทวราช  ทรงเป็นเทวาธิบดี   มีอายุ 2,000 ปีทิพย์ (สิบสี่โกฏิสี่ล้านปีโลกมนุษย์)

                                 4. ตุสิตาภูมิ (สวรรค์ชั้นที่ 4)  ภูมินี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สวรรค์ชั้นดุสิต เป็นที่อยู่ของเทพเจ้าผู้มีความยินดีแช่มชื่นอยู่เป็นนิตย์มีสมเด็จพระสันตุสิตเทวราช ทรงเป็นอธิบดีปกครอง       สวรรค์ชั้นนี้มีความสำคัญ คือ เป็นที่อยู่ของพระนางสิริมหามายาพระมารดาของพระพุทธเจ้า ซี่งได้มาเกิดเป็นเทพบุตรและได้บรรลุพระโสดาบัน. และยังเป็นที่ประทับของพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ที่รอคอยโอกาสจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก     สมเด็จพระศรีศากยมุนีโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าในสมัยปัจจุบันของเรานี้ ขณะที่เป็นเทพบุตรอยู่สวรรค์ชั้นดุสิตมีพระนามว่า พระเสตุเกตุเทพบุตร   สำหรับพระบรมโพธิสัตว์ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปคือ พระศรีอริยเมตไตรยเจ้า ซึ่งถือเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ห้าในภัทรกัปนี้และได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปในภัทรกัปนี้   ภัทรกัปนี้บางทีเรียกว่า สมัยพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ ซึ่งถือว่าเป็น สมัยที่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้มากที่สุดและพระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองมากที่สุด,  ส่วนพระโพธิสัตว์ หมายถึง สัตว์หรือบุคคลที่ข้องอยู่กับการตรัสรู้เพื่อการเป็นพระพุทธเจ้า โดยได้ตั้งจิตอธิษฐานอย่างแน่วแน่และสั่งสมบารมีมาเป็นเวลาช้านานเพื่อมุ่งการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อๆไป    ทั้งๆ ที่ในบางชาติมีโอกาสจะบรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์ได้เลยก็ไม่ปรารถนาเช่นนั้น. ภูมินี้อายุ 4,000 ปีทิพย์ (ห้าสิบเจ็ดโกฏิหกล้านปีโลกมนุษย์)

                               5. นิมมานรตีภูมิ (สวรรค์ชั้นที่ 5)  ภูมินี้เป็นที่อยู่ของเทวดาผู้มีความยินดีด้วยกามคุณที่ตนเองเนรมิตขึ้นมีสมเด็จพระนิมมิต

                                       เทวราช ทรงเป็นอธิบดีปกครอง มีอายุ 8,000 ปีทิพย์ (สองร้อยสามสิบโกฏิสี่ล้านปีโลกมนุษย์)

                         6. ปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ (สวรรค์ชั้นที่ 6)  ภูมินี้เป็นที่อยู่ของเทวดาที่มีสมเด็จพระปรนิมมิตเทวาธิราชทรงเป็นอธิบดีปกครองภูมินี้จะแบ่งเป็น 2 ฝ่ายมีเขตแดนกั้นแบ่งกันปกครองดังนี้ คือ

                                    - ฝ่ายเทพยดา มีเทวาธิราชผู้ยิ่งใหญ่ คือ สมเด็จพระปรนิมมิตเทวราช ทรงปกครองเหล่าเทพยดาทั้งหลาย

                                       - ฝ่ายมาร มีมาราธิราชผู้ยิ่งใหญ่ คือ ท่านท้าวปรนิมมิตวสวัตตีมาราธิราช ทรงปกครองหมู่มารทั้งหลาย ภูมินี้มีอายุ 16,000 ปีทิพย์ (เก้าร้อยยี่สิบเอ็ดโกฏิหกล้านปีโลกมนุษย์)

 

              เรื่องกัป 

                   กาลสมัยเริ่มแรกทีเดียว คือ ในยุคต้น คนเราไม่ใช่มีอายุน้อยนิดหนึ่งเพียง 70-80 ปีแล้วก็ตายลงอย่างทุกวันนี้เลย ความจริงมนุษย์ในยุคนั้นเขามีอายุยืนนานถึง อสงไขยปี ที่ว่าอสงไขยปีนั้นก็คือจำนวนปีมนุษย์ที่มีเลขหนึ่งขึ้นหน้าแล้วต่อด้วยเลขศูนย์หนึ่งร้อยสี่สิบตัว (1x10^140) เพราะมันเป็นจำนวนปีที่มากมายเกือบจะนับไม่ได้อย่างนี้ จึงมีชื่อเรียกว่า อสงไขยปี = จำนวนปีที่นับไม่ได้ 

                  ในยุคต้น มนุษย์มีอายุนานได้อสงไขยปีนี่แล แล้วก็ค่อยๆ ลดลงมา ร้อยปีลดลงปีหนึ่ง ลดลงมาเรื่อยๆ    จนกระทั่งอายุของมนุษย์เหลือเพียงสิบปี

    (ในสมัยของพระพุทธเจ้าเมื่อ 2,500 ปีเศษที่แล้ว มนุษย์ในสมัยนั้นมีอายุ 100 ปี      แต่ในสมัยปัจจุบันจะมีอายุประมาณ75 ปี)  เมื่อถึงสิบปีแล้วจะไม่ลดลงอีกแต่จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยทุกหนึ่งร้อยปีจะเพิ่มขึ้นปีหนึ่ง  จนกระทั่งมนุษย์มีอายุยืนนานถึงอสงไขยปีอีกตามเดิม เวลาหนึ่งรอบอสงไขยปีนี่เอง

    เรียกว่า อันตรกัป โดยการนับช่วงอายุต่างๆ จะเป็นดังนี้

                   1   รอบอสงไขยปี    =    1   อันตรกัป

                64    อันตรกัป           =    1   อสงไขยกัป

                   4   อสงไขยกัป        =    1   มหากัป

    ในแต่ละ 1 มหากัป จะประกอบด้วย 4 อสงไขยกัป ดังนี้ คือ

              1. สังวัฏฏอสงไขยกัป  (กัปที่กำลังพินาศอยู่) ได้แก่ ตอนที่โลกกำลังถูกทำลาย

           2. สังวัฏฏฐายีอสงไขยกัป  (กัปที่มีแต่ความพินาศตั้งอยู่) ได้แก่ ตอนที่โลกถูกทำลายเสร็จแล้ว

               3. วิวัฏฏอสงไขยกัป  (กัปที่กำลังเจริญขึ้น) ได้แก่ ตอนที่โลกกำลังพัฒนา คือกำลังจะกลับคืนเป็นปกติ

        4. วิวัฏฏฐายีอสงไขยกัป  (กัปที่เจริญขึ้นพร้อมแล้ว) ได้แก่ ตอนที่โลกพัฒนาเรียบร้อยเป็นอันดีแล้ว

    สัตว์โลกทั้งหลายเช่นมนุษย์เรานี้ เป็นต้น จะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้ก็เฉพาะตอนอสงไขยกัปสุดท้าย คือ วิวัฏฏฐายีอสงไขยกัป (กัปที่เจริญขึ้นพร้อมแล้ว) เท่านั้น

               2.1.2 พรหมภูมิ (พรหมโลก 20 ชั้น)  แบ่งเป็น รูปพรหม 16 ชั้นและอรูปพรหม 4 ชั้น

  รูปพรหม 16 ชั้น แบ่งได้ดังนี้

                                    1. พรหมปาริสัชชาภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ 1) เป็นที่อยู่ของพรหมทั้งหลายที่เป็นบริษัทบริวารของพรหมชั้นมหาพรหมภูมิ มีอายุหนึ่งในสามของวิวัฏฏฐายีอสงไขยกัป.

                                    2. พรหมปุโรหิตาภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ 2) เป็นที่อยู่ของพรหมทั้งหลายผู้ทรงฐานะประเสริฐกว่าพรหมชั้นปาริสัชชา มีอายุครึ่งหนึ่งของวิวัฏฏฐายีอสงไขยกัป.

                                    3. มหาพรหมภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ 3) เป็นที่อยู่ของพระพรหมผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ซึ่งประเสริฐกว่าพรหมสองชั้นแรก   มีอายุยืนประมาณ 1 มหากัป.

                                4. ปริตตาภาภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ 4) เป็นที่อยู่ของพระพรหมที่มีรัศมีน้อยกว่าพระพรหมที่อยู่เบื้องบนตนขึ้นไป   มีอายุยืนนานถึง 2 มหากัป.

                                    5. อัปปมาณาภาภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ 5)  เป็นที่อยู่ของพระพรหมทั้งหลายที่มีรัศมีมากมายหาประมาณมิได้       มีอายุยืนนานถึง 4 มหากัป.

                                6. อาภัสสราภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ 6)  เป็นที่อยู่ของพระพรหมทั้งหลายที่มีประกายรุ่งโรจน์แห่งรัศมีนานาแสง ดุจแสงฟ้าแลบอยู่ตลอดกาลฉะนั้น มีอายุยืนนานถึง 8 มหากัป.

                                    7. ปริตตสุภาภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ 7)  เป็นที่อยู่ของพระพรหมทั้งหลายที่มีความสง่าสวยงามแห่งรัศมีเป็นเพียงส่วนน้อย   มีอายุยืนนานถึง 16 มหากัป.

                                    8. อัปปมาณสุภาภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ 8)  เป็นที่อยู่ของพระพรหมทั้งหลายที่มีความสง่าสวยงามของรัศมีโดยไม่มีประมาณมีอายุยืนนานถึง 32 มหากัป.

                                    9. สุภกิณหาภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ 9) เป็นที่อยู่ของพระพรหมทั้งหลายที่มีความสง่าสวยงามของรัศมีที่ออก สลับปะปนกันเสมอตลอดทั่วร่างกาย มีอายุยืนนานถึง 64 มหากัป.

                              10. เวหัปผลาภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ 10)  เป็นที่อยู่ของพระพรหมทั้งหลายที่มีผลไพบูลย์พ้นจากการถูกทำลายทุกอย่าง   มีอายุยืนนานถึง 500 มหากัป

     11. อสัญญสัตตาภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ 11)  เป็นที่อยู่ของอสัญญีพรหมที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจสัญญาวิราคภาวนา   เป็นพระพรหมที่มีแต่รูปไม่มีนาม คือจิตและเจตสิก มีอายุยืนนานถึง 500 มหากัป.

                              12. อวิหาสุทธาวาสภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ 12)  เป็นที่อยู่แห่งพระพรหมอริยบุคคลอนาคามีทั้งหลายที่ทรงอยู่ด้วยความไม่เสื่อมคลายในสมบัติของตน และจะอยู่จนครบกำหนดอายุจึงจะจุติ มีอายุยืนนานถึง 1,000 มหากัป.

                              13. อตัปปาสุทธาวาสภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ 13)  เป็นที่อยู่แห่งพระพรหมอนาคามีทั้งหลาย ผู้ไม่มีความเดือดร้อนทั้งกาย วาจาและใจเลยเพราะเข้าฌาน หรือเข้าผลสมาบัติอยู่สม่ำเสมอ มีอายุยืนนานถึง 2,000 มหากัป.

                              14. สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ 14)  เป็นที่อยู่แห่งพระพรหมอนาคามี ผู้ทรงไว้ซึ่งความเห็นอย่างแจ่มใส คือสามารถเห็นสภาวธรรมได้โดยแจ้งชัด มีอายุยืนนานถึง 4,000 มหากัป

                              15. สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ 15)  เป็นที่อยู่แห่งพระพรหมอนาคามีทั้งหลายผู้ทรงไว้ซึ่งความเห็นอย่างแจ่มใสกว่าพระพรหมชั้นสุทัสสา มีอายุยืนนานถึง 8,000 มหากัป.

                              16. อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ 16)  เป็นที่อยู่แห่งพระพรหมทั้งหลาย ซึ่งทรงคุณโดยไม่มีการเป็นรองกัน เพราะเป็นพระพรหมที่เป็นพระอนาคามีอริยบุคคล มีอายุยืนนานถึง 16,000 มหากัป.

                          พรหมโลกชั้นนี้มีพระเจดีย์องค์สำคัญประดิษฐานอยู่องค์หนึ่งชื่อว่า พระทุศเจดีย์ ซึ่งเป็นที่บรรจุผ้าขาวของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งทรงเสด็จออกผนวช ซึ่งพระพรหมทั้งหลายได้นำบริขารและไตรจีวรลงมาถวาย    และพระองค์ได้ถอดผ้าขาวที่ทรงอยู่ยื่นให้พระพรหมจึงรับเอาและนำมาบรรจุไว้ยังเจดีย์ที่นฤมิตขึ้นนี้  และเป็นที่สักการบูชาของพระพรหมทั้งหลายในปัจจุบัน.

                                  สำหรับพรหมโลกชั้นที่ 12-16 อันได้แก่ อวิหา, อตัปปา, สุทัสสา, สุทัสสี และ อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ  จะเป็นพรหมชั้นสุทธาวาส 5 ชั้น เรียกรวมว่า สุทธาวาสพรหม 5  ซึ่งเป็นที่อยู่ของพระอริยเจ้าระดับพระอนาคามี  ซึ่งท่านเหล่านี้จะไม่ไปเกิดอีกแต่จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์และดับขันธ์ปรินิพพานในภูมินี้เลย.

                 อรูปพรหม (พรหมที่ไม่มีรูปร่าง) มี 4 ชั้น แบ่งได้ดังนี้

                                   1. อากาสานัญจายตนภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ 17)  เป็นที่อยู่ของพระพรหมพวกหนึ่งซึ่งมีแต่นาม คือจิตและเจตสิกเท่านั้น รูปพรรณสัณฐานไม่มี เกิดจากฌานมีอากาศบัญญัติไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์  มีอายุยืนนานถึง 20,000 มหากัป.

                                2. วิญญาณัญจายตนภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ 18)  เป็นที่อยู่ของพระพรหมไม่มีรูปทั้งหลาย ซึ่งเกิดจากฌานที่อาศัยวิญญาณเป็นบัญญัติอันไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์ มีอายุยืนนานถึง 40,000 มหากัป.

                                3. อากิญจัญญายตนภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ 19)  เป็นที่อยู่ของพระพรหมพวกหนึ่งซึ่งมีแต่นาม คือจิตและเจตสิก ไม่มีรูป   เกิดจากฌานที่อาศัยอารมณ์นัตถิภาวนาบัญญัติ ไม่มีวิญญาณเหลืออยู่แม้แต่น้อย มีอายุยืนนานถึง 60,000 มหากัป.

                                  4. เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ 20)  เป็นที่อยู่ของพระพรหมที่ไม่มีรูปทั้งหลาย    ซึ่งเกิดจากฌานที่อาศัยวิญญาณเป็นบัญญัติอันไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์มีอายุยืนนานถึง 84,000 มหากัป.

          2.2 มนุสสภูมิ  (โลกมนุษย์)

                  ประเภทของมนุษย์ แบ่งได้ 4 ประเภทดังนี้ คือ

                              1. มนุษย์นรก คือ ประเภทที่อยู่ในคุกในตะราง ถูกจองจำทำโทษด้วยประการต่างๆ หมดอิสรภาพในตน

                              2. มนุษย์เปรต คือ ประเภทที่มีชีวิตอยู่อย่างลำบาก เที่ยวแสวงหาอาหารผ้านุ่งผ้าห่มอย่างแสนยากลำบาก ด้วยวิบากกรรมแต่ปางก่อนที่ตนทำไว้ จะอุตสาหะขยันทำเท่าใดจนสายตัวแทบขาดก็ไม่พอกินสักที  มีแต่ความอดอยากเข้าครอบงำ

                              3. มนุษย์เดียรัจฉาน คือ ประเภทที่พอใจเป็นทาสเขาไปตลอดชีวิต มีชีวิตอยู่เหมือนหมูหมาเป็ดไก่วัวควาย สุดแต่ท่านจะใช้ให้ทำอะไรแบกขนสัมภาระอันหนักหน่วงก็ต้องทำ ถูกดุด่าให้สะดุ้งสันหลังหวาดเสียวอยู่เป็นนิตย์ แต่ก็ไม่เคยเบื่อต่อชีวิตเช่นนี้

                              4. มนุษย์ภูติ คือ ประเภทที่รู้จักบาปบุญคุณโทษ มีศีล 5 รักษาเป็นนิตย์มิได้ขาด ผู้ที่จะเป็นมนุษย์ภูต คือ มนุษย์แท้ๆ ได้ จะต้องมีศีล 5 ข้อครบบริบูรณ์ไม่บกพร่อง นอกจากนี้ยังต้องเป็นผู้มีธรรมประจำใจ พยายามบำเพ็ญกุศลเพิ่มบารมีอยู่เรื่อยๆ เช่น อุตสาหะพยายามให้ทาน, ฟังธรรมเรียนธรรม, หมั่นประพฤติปฏิบัติธรรม, มีหิริความละอายต่อบาป, มีโอตตัปปะความสะดุ้งกลัวต่อบาปอยู่เสมอ, ใช้ชีวิตของตนให้มีสารประโยชน์ ไม่ใช่สักแต่ว่าอยู่ไปวันๆ หนึ่ง อายุในมนุสภูมินี้ไม่แน่นอน บางยุคมีอายุมากบางยุคมีอายุน้อย ดูรายละเอียดในเรื่องกัป

บุรพกรรม  ผู้ที่ได้มีโอกาสมาเกิดในมนุสสภูมินี้ ไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไรต้องถือว่าเป็นผู้มีโชคดี ล้วนแต่มีบุญกุศลติดตัวมาบ้างแล้วทั้งนั้น

          แต่การที่เป็นคนแตกต่างกัน บางคนสุข บางคนทุกข์ บางคนดี บางคนชั่ว นั่นก็แล้วแต่บุรพกรรม คือ กรรมแต่ชาติปางก่อนที่ตนได้กระทำไว้ พึงจำ

          หลักใหญ่กว้างๆ ไว้ดังต่อไปนี้.

                       1. นรชนใดเคยละเว้นจากปาณาติบาต การฆ่าสัตว์ เขาย่อมจะมีทรวดทรงสัณฐานงดงาม กอบด้วยกำลังวังชาว่องไว มีอายุยืนนาน มีอาพาธ

          ความเจ็บไข้ได้ป่วยน้อย มีคนรักใคร่มาก สรรพไพรีไม่มีมารบกวน แม้เวลาจะตายก็ตายไปเอง โดยไม่มีผู้ใดมาฆ่าให้ตาย     ส่วนที่เคยทำปาณาติบาต

          ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นประจำ ย่อมได้รับผลตรงกันข้าม คือ พอสิ้นชีพตายไป    นอกจากจะไปเสวยกรรมในนรกสิ้นกาลนานแล้ว  เมื่อมาถือกำเนิดเกิดเป็น

          มนุษย์ในโลกนี้ ก็มีอายุน้อยสั้นพลันด่วนตายเร็ว เป็นต้น อันเป็นเศษผลของปาณาติบาตกรรม.

                      2. นรชนใดเคยงดเว้นจากอทินนาทาน ผู้นั้นย่อมจะมีทรัพย์สมบัติธัญญาหารบริบูรณ์    ทรัพย์ที่ยังไม่ได้ก็จะได้ที่ได้แล้วก็จะถาวรตั้งมั่นไม่เสื่อมถอย เรียกว่า ทำมาหากินเจริญ จะปรารถนาสิ่งใดย่อมได้สมประสงค์ทุกอย่าง ปราศจากราชภัย โจรภัยและอัคคีภัย  จักมีความสุขสวัสดิ์ ปราศจากอุปัทวันตราย ส่วนผู้ที่เคยทำอทินนาทาน เคยลักเล็กขโมยน้อย หรือเป็นโจรปล้นท่านมาก่อน   ย่อมได้รับผลตรงกันข้าม คือ พอดับจิตตายไปนอกจากจะไปเกิดในนรกสิ้นกาลนานแล้ว เมื่อมาถือกำเนิดเป็นมนุษย์ในโลกนี้ ย่อมมีโภคะน้อย   เกิดในตระกูลยากจนร้ทรัพย์สมบัติ  ทำมาหากินเท่าใดไม่ขึ้น เช่นนี้เป็นต้น อันเป็นเศษผลของอทินนาทาน.

                      3. นรชนใดเคยเว้นจากกามมิจฉาจาร เขาผู้นั้นย่อมไม่มีอริศัตรูปองร้าย เป็นที่รักแก่คนทั้งหลายทั่วโลก   จะยืนเดินนั่งนอนก็เป็นสุขสบายทุกอิริยาบถ จะมีสกลกายบริบูรณ์ด้วยศุภลักษณ์ จักไม่เป็นคนกระเทยวิตถารให้เขาหยามเล่น       ส่วนผู้ที่เคยทำกามมิจฉาจาร ประพฤติลามกผิดในกามมักนอกใจคู่ครองตน ย่อมได้รับผลตรงกันข้าม คือ พอดับจิตตายไปก็ต้องไปเกิดในนรกสิ้นกาลนาน เมื่อมาถือกำเนิดเป็นมนุษย์ในโลกนี้  ย่อมมีอริศัตรูคอยประทุษร้ายอยู่เสมอ ทั้งๆ ที่ตนไม่เคยทำชั่วอะไรให้เขาโกรธ เช่นนี้เป็นต้น นี่เป็นผลของกามมิจฉาจาร.

                      4. นรชนใดเคยงดเว้นจากมุสาวาท ไม่พูดโกหกมดเท็จส่อเสียดยุยงและด่าว่าท่าน เขาผู้นั้นย่อมจะมีสกลกายไพบูลย์ด้วยจักษุโสต   มีอวัยวะไม่บกพร่อง พูดจาไพเราะจับใจ มีกายวาจาใจเรียบร้อย น่าดูน่าชม มหาชนสรรเสริญนับถือ  เป็นผู้ฉลาดในธรรม  มีความดำริคิดอ่านดีถูกต้อง ไม่ถูกลงโทษใส่ความ ส่วนผู้ที่เคยทำมุสาวาทย่อมได้รับผลตรงกันข้ามคือ  พอดับจิตตายแล้วต้องไปลงนรก เสร็จแล้วเมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ในโลกนี้  อยู่ดีๆก็มีผู้มากล่าวตู่ ใส่ร้ายกล่าวโทษขัดขวางเอาเปล่าๆ ต้องเสียทรัพย์บ้าง ต้องติดคุกจำขังในตะรางโดยที่ตนไม่มีความผิดบ้าง เช่นนี้เป็นต้น  นี่เป็นเศษ

          ผลของมุสาวาทที่ประพฤติเอาไว้.

 

                       5. นรชนใดเคยงดเว้นจากสุราปานะ เขาผู้นั้นย่อมมีปัญญาดี เรียนรู้ศิลปะวิทยาการทั้งปวงได้โดยเร็ว ทั้งทำให้ใจของเขาไม่อยากดื่มเหล้ากินยาเมาในกาลทั้งสามคือ ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต    เขาผู้นั้นจะมีสติดี ไม่ฟั่นเฟือนคือไม่เป็นบ้า   ไม่พูดจาเลอะเทอะเหลวไหลเพราะบ้าน้ำลายมีธรรมประจำใจอยู่ทุกทิวาราตรี เป็นสัจจวาทีชน กอบไปด้วยบุญและความสุขอันไพศาล ส่วนผู้ที่ดื่มสุราบานย่อมได้รับผลตรงกันข้าม คือพอดับจิตตายไป นอกจากจะไปตกนรกสิ้นกาลช้านานแล้ว พอพ้นจากกรรมในเมืองนรก เศษกรรมยังมีเมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ในโลกนี้    ก็เป็นคนมีสติไม่สมบูรณ์บ้าใบ้คลั่งไคล้ไหลหลง บ้าๆ บอๆ เสียคนเสียจริตไปอย่างน่าทุเรศ เป


บทความทางพระพุทธศาสนา
การล่มสลายของอาณาจักรกวย.. [บทความพุทธศาสนา]
ชนชาติกวย กูย หรือส่วย สายพันธ์แห่งเผ่าพันธ์.. [บทความพุทธศาสนา]
วิกฤตเศรษฐกิจเป็นโอกาสของสังคม.. [บทความพุทธศาสนา]
การปฏิรูปและฟื้นฟูพุทธศาสนาในยุคโลกาภิวัตน์.. [บทความพุทธศาสนา]
พุทธศาสนากับการสร้างสรรค์ปัญญา.. [บทความพุทธศาสนา]
พุทธศาสนาเพื่อสันติภาพ.. [บทความพุทธศาสนา]
เรื่องสุปปิยปริพาชกกับพรหมทัตตมานพ.. [เรื่องราวจากพระไตรปิฎก]
๑๒๕. ความจนเป็นทุกข์ในโลก.. [เรื่องราวจากพระไตรปิฎก]
เรื่อง ตปุสสะภัลลิกะ ๒ พ่อค้า.. [เรื่องราวจากพระไตรปิฎก]
ทรง ประทานโอวาทแก่ภิกษุสงฆ์.. [เรื่องราวจากพระไตรปิฎก]
Copyright (c) ๒๐๑๗ . www.watpracharangsan.com | All rights reserved..
วัดประชารังสรรค์ หมู่ที่ ๑ ตำบลห้วยทับทัน อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ โทรศัพท์ : ๐-๔๕๖๙-๙๐๘๘, ๐-๔๕๖๙-๙๓๔๖